วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ความเร็ว บนเรือนไมล์ กับ ความเร็วgps

ย้อนรำลึกความหลังครั้งเก่า หรือคนรุ่นเก่า ๆ สมัย 2 จังหวะรุ่งเรื่อง  ถอยมอร์เตอร์ไซด์มาใหม่ ๆ อย่างแรก ใล่เสตอร์เพื่อให้ได้ความเร็วปลายเพิ่มขึ้นกันก่อนเลย   (สมัยนี้น่าจะชินกับการไล่เม็ดมากกว่า)  จำได้ว่า สมัยได้ nova s มาใหม่ ๆ  เดิม ๆ ได้แค่ 110 แค่ ลดเสตอร์หลัง จากเดิม 38 ไป 34 ก็ได้ความเร็วเพิ่มเลยเป็น 120 แบบไม่หมอบ แต่ต้นจะอืดขึ้นนิดหน่อย  ถ้าอย่างได้ต้นอีกนิด ปลายอีกหน่อย ก็จบที่ 36   ได้ความเร็วเพิ่ม ต้นไม่อืดมาก  จะเป็นการเข้าใจกันในกลุ่มเล่นรถ ว่า จะหาความเร็วปลาย ต้องลดเสตอร์  แต่ปัจจุบัน ลดเสตอร์ แล้วทำไมวิ่งได้น้อยลง  เพิ่มเสตอร์ไมล์ขึ้นเยอะกว่าเดิม..... ถูกต้องแล้วครับ สำหรับคนที่ติดกับตัวเลขบนเรือนไมล์ แต่เอาจริงๆ  ถ้าเสตอร์ถูกต้องก็ได้ความเร็วปลายเพิ่มขึ้นนั้นแหละ แต่ไม่ใช่ลดซะเยอะจนไม่มีแรง รถกลับยิ่งแย่กว่าเดิมอีก  สาเหตุหลัก  ๆ คือรถรุ่นใหม่ ๆ หันมาจับความเร็วที่ แกนเสตอร์หน้ากันมากขึ้นในรถเกียร์ (ส่วนรถออโต้คงต้องจับความเร็วกันที่ล้อหน้าอย่างเดียว ) ทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่า เพิ่มเสตอร์ รถจะวิ่งได้ปลายมากขึ้น   วิธีวัดความเร็วแบบตรง ๆ มีอยู่หลายวิธี เดี๋ยวนี้ง่ายมาก มือถือก็ทำได้แล้ว แถมคลาดเคลื่อนน้อยมาก (ไม่เกิน 3%)  แต่จะดีเลย์ นิดหน่อย  หรือจะใช้วิธีคำนวนความเร็วจริงจากรอบเครื่องยนต์ก็ได้ คลาดเคลื่อน น้อยลงไปอีก มาดูกันดีกว่าว่า ทำกันยังไง
มาดูวิธียาก กันก่อน โดย คำนวนความเร็วจาก รอบเครื่องยนต์ หลักการคือ รอบเครื่องหมุนได้เท่าไหร่ ได้รอบล้อที่เกียร์สุดท้ายเท่าไหร่ แล้วนำเส้นผ่าศูนย์กลางของรอบล้อ มาคิดเป็นความเร็วจริง  ง่ายมั๊ยครับ  จริง ๆ หลักการมันก็ไม่ยาก ปัญหาคือ เราจะรู้ได้อย่างไร ว่า รอบเครื่องเท่านี้ จะได้รอบล้อเท่าไหร่








จากรูป ให้เห็นหลักการ แบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า รอบเครื่อง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอบล้อ ที่ทำให้รถวิ่งได้ความเร็วเท่าไหร่ จะต้องผ่าน อัตราทดขั้นต้น อัตราทดเกียร์ อัตราทดขั้นสุดท้ายหรือเสตอร์หน้า-หลัง  ทีนี้มาดูการคำนวนกันเลยกว่า ย้อนอดีตคณิตศาสตร์ขั้นประถมกันหน่อย
ขั้นแรกมาคำนวนระยะทางรอบล้อกันก่อน ใช้สูตร




 

เอาแบบภาษามนุษย์แบบเอาไปใช้ได้เลยคือ
##เส้นรอบวงล้อ = 2 x 3.14 x (เส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ/2)
เช่น
ถ้ารถใส่ล้อ  17 นิ้ว ยางเบอร์ 130/70 หาเส้นรอบวงล้อรวมยาง
ก่อนอื่นหาก่อนกว่า ยางสูงจากขอบกระทะเท่าไหร่ จาก
130=ความกว้างของยาง 130mm, และ 70 คือความสูงของยาง 70เปอร์เซนต์ของหน้ากว้าง  ดังนั้นเราจะได้ ยางสูง
130*(70/100) = 91 mm ซึ่งเท่ากับ 9.1 เซนติเมตร
แสดงว่า ยางเส้นนี้ สูงจากขอบล้อด้านละ 9.1 เซนติเมตร (อันนี้ด้านเดียวนะจ๊ะ)
ใส่กับล้อ 17 นิ้ว คิดเป็นเซนติเมตร ก็ เอา 2.54 คุณได้เลย จะได้
17 x 2.54 = 43.18  
เส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ หาร 2 = (43.18+9.1+9.1)/2= 30.69 เซนติเมตร
 แต่เอาจริง ๆ วิธีง่าย ๆ  ก็เอาตลับเมตรวัดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อได้เลย หรือง่ายกว่านั้นอีกคือ กลิ้งล้อ
1 รอบ แล้ววัดระยะทางแล้วเอาไปใช้ได้เลย (เขียนให้ยากทำไมเนี่ยะ 5555)
ต่อ ๆ ทีนี้เราได้ ค่าที่ต้องการ ก็เอามาคำนวนได้เลย
##เส้นรอบวงล้อ = 2 x 3.14 x (เส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ/2)
เส้นรอบวงล้อ = 2 x 3.14 x 30.69 = 192 .73 เซนติเมตร
#### เส้นรอบวงล้อ 192.73 เซนติเมตร หรือ 1.92 เมตร หรือ 1.92/1000 กิโลเมตร #### เก็บค่านี้ไว้ก่อน

มาดูการหาอัตราทดรวมกัน
เอาของ R15 มาใช้ก็แล้วกัน
อัตราทดขั้นต้น      
3.042
อัตราทดเกียร์หก   0.84
อัตราทดขั้นสุดท้าย(เสตอร์หน้า/หลัง) 3.13
หมายเหตุ เอาเฟืองตาม หารด้วย เฟืองนำ เช่น เสตอร์หน้า
15 หลัง 47 ก็จะได้ 47/15=3.13
เพื่อความเข้าใจความความเป็นจริง รถ r15 วิ่งลงถนนจริง จะทำรอบได้แถว ๆ 9000 รอบ จึงขอเอาค่านี้มาคิดก็แล้วกัน จะได้ความเร็วจริง ๆ ที่ 9000 รอบต่อนาที(ทำเป็นรอบต่อชั่วโมงโดย 9000x60) ได้เป็น
รอบต่อชั่วโมง / อัตราทดขั้นต้น / อัตราทดเกียร์สุดท้าย / อัตราทดขั้นสุดท้ายเสตอร์หน้าหลัง x เส้นรอบวงล้อรวมยางกิโลเมตร = ความเร็วจริง
[(9000x60)  / 3.042 / 0.84 / 3.13 ]x(1.92/1000) = 129.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แสดงว่า ถ้า r15 ล้อเดิม ยางเดิม วิ่งลงถนนได้รอบเครื่อง 9000 รอบ จะได้ความเร็วจริง ที่ 129.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่บนหน้าปัดขึ้นเท่าไหร่ ก็ไปดูกันเอาเองนะครับ
อ้าว..แล้วถ้า ใส่เสตอร์หน้า 14 หลัง 47  แต่รอบมาไว้ขึ้น และ ที่เกียร์หก ทำรอบได้ลึกกว่าเดิมเป็น 9500 รอบ รถวิ่งได้เท่าไหร่  มาคำนวนกันดูครับ ทุกอย่างใช้ตัวเลขเดิมได้เลย เป็นแค่เสตอร์ จาก 3.13 เป็น 3.35 และรอบจาก 9000 เป็น 9500 จะได้
[(9500x60)  / 3.042 / 0.84 / 3.35 ]x(1.92/1000) = 127.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ได้ควาวเร็วจริง 127.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง(อาจคลาดเคลื่อนจากการปัดเศษนิดหน่อย) แต่เชื่อได้เลยว่า ดูหน้าไมล์ ไปไกลแน่นอน  ถึงจะวิ่งได้พอ ๆ กับของเดิม แต่สิ่งที่ได้มาคือ ต้นจัด มาไว แล้วก็หมดไวเช่นกัน จากอัตราทดที่จัดขั้น  แต่ถ้าออกทริป เน้นไหล ๆ สู้ เสตอร์เดิมไม่ได้แน่นอน เพราะ ใช้รอบเครื่องไป 9500 รอบ ถ้าวิ่งลงเนิน หรือ ใช้ลมดูด รอบรถสุดที่ 10,500 เหมือนกัน คันที่ใช้ เสตอร์ 15,47 จะไหลได้ลึกกว่า เพราะรอบเหลือมากกว่า

มีอีกวิธีที่จะช่วยให้ง่าย ขึ้นในการคำนวน สำหรับวัยรุ่นยุกค์ใหม่อย่างเรา ๆ  ใช้app ช่วยคำนวนได้เลย มีมากมายหลายapp แต่จะขอแนะนำวิธีใช้ ของแอบที่ผมใช้บ่อย ๆ มาให้ชมเป็นแนวทางก็แล้วกันครับ 



ชื่อ app  Calcola rapport ในplay store โหลดกันมาใช้ได้เลย ฟรี ๆ   จะนั้นก็เข้าapp ยี่ห้อ รุ่น และข้อมูลเบื้องต้นให้เราอยู่แล้วมากมายหลายรุ่น แต่บางรุ่นก็ยังไม่มี เราสามารถ custom ใส่ข้อมูลเข้าไปได้เลย แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกว่ามีแอบ 5555 อยากให้รู้ที่มาก่อนว่าเค้าคำนวนจากอะไร มาดูกัน




พอเราเข้าapp  ก็มีมาให้ 2 แท๊บ คือ database moto กับ custom
ตรง database moto ล่างลงมา จะมียีห้อต่าง ๆ ให้เราเลือก ข้าง ๆ กันก็จะเลือกรุ่น  พอกดครบ ข้อมูลก็มาให้เราใช้งานกัน  ส่วนบางรุ่นที่ไม่มีข้อมูล เราก็ใช้แทป custom เพื่อ สร้างเองได้เลย
หวังว่าคงเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์กันนะครับ 



ขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการครับ เข้าไปชมสินค้ากันได้เลยครับ


วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อัพซีซี สาย yamaha ต้องรู้

บ่นกันหนาหูว่า yamaha รถเกียร์ตระกูล 150 ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น r15,m-slaz,exciter เกียร์สุดท้าย ห้อย จริง ๆ แต่ละคนก็สรรหา วิธีการทำให้รถมีกำลังขึ้น ซึ่งก็มากมายหลายวิธี ทั้งเปลี่ยนกล่องแต่ง จูนกล่องเดิม เปลี่ยนท่อ ฯลฯ แน่นอนว่า วิ่งดีขี้นบ้าง วิ่งแย่กว่าเดิมก็มี(โดยเฉพาะเปลี่ยนท่อ)  แต่สุดปลายทางแบบคุ้มค่าเงิน ก็เปลี่ยนลูกโต อัพซีซี กันไปเลย ซึ่งที่นิยมในบ้านเรามีกันอยู่ 2-3 ขนาด เช่น ลูกสูบ 60=165, ลูกสูบ 62=177, ลูกสูบ 63=183, ลูกสูบ 65=195 ซีซี ก็เลือกกันตามงบประมาณของแต่ละคนก็แล้วกัน  แต่มีสิ่งที่ควรรู้เอาไว้ เผื่อซื้อเสื้อ+ลูกสูบ ใส่แล้วเจอปัญหา ถ้าเรารู้ และเตรียมพร้อม รับรอง จบง่ายแน่นอน

ได้ยินมาหลายเสียงว่า ตะกูล 150 ของ yamaha เครื่องตัวเดียวกัน ที่จริงแล้ว ไม่ถึงกับตัวเดียวกันเป๊ะ แต่เรียกว่าพื้นฐานเครื่องยนต์แบบเดียวกัน น่าจะถูก ดังนั้นจึงมีหลายอย่างใส่กันได้เลย หลายอย่างใส่กันไม่ได้  เสื้อสูบก็เช่นกัน

ก่อนอื่น แจ้งไว้เลยว่า ลูกสูบ spark135, x1r, r15, exciter, m-slaz มีสลัก 14mm มิติเท่ากัน ต่างกันที่หัวลูกสูบเพื่ออัตรส่วนกำลังอัดที่ต่างกัน ดังนั้น ใส่กันได้เลยจ้า 

ปัญหาอยู่ที่เสื้อสูบ ตระกูลรถเกียร์ 150 จากข้อมูลปัจจุบัน มีเสื้ออยู่ 2 แบบ ที่ ทุกอย่างเหมือนกันเป๊ะ ทั้ง เสาเสื้อ ทางเดินน้ำ ต่าง ๆ เรียกได้ว่า ยกใส่กันได้เลย แต่มีจุดต่างอยู่นิ๊ดนึงที่ต้องระวัง หรือเตรียมซื้อของไว้รอก่อน เวลาเปลี่ยนจะได้จบในวันเดียว ไม่ต้องวิ่งหาอะไหล่กันให้วุ่นวาย

มาดูกัน

ปัจจุบันเสื้อสูบ สามารถแยกได้ 2 กลุ่ม ที่เหมือนกัน คือ
spark135, x1r, r15 อันนี้ยกใส่ สับไปสับมากันได้เลย ไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติม และ
exciter, m-slaz ก็ยกใส่สับได้เลยเช่นกัน
ป.ล. r15 ปีผลิต 2016 อาจเปลี่ยนเสื้อสูบเป็นแบบ m-slaz)




สิ่งที่ต่างสำหรับเสื้อ 2 กลุ่ม คือ ตัวดันโซ่ราวลิ้น และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ไม่เหมือนกัน ใส่สับกันไม่ได้ สังเกตุรู ไม่เท่ากัน รูน๊อตก็ไม่ตรงกัน ตอนซื้อเสื้อแต่งมาก็เช็ดดู จะได้รู้ว่า ต้องซื้อตัวดันโซ่เพิ่ม หรือไม่ต้อง เวลารื้อจะได้ไม่ต้องวิ่งหาอะไหล่ให้วุ่นวาย


ตัวดันโซ่ มีอยู่ 2 แบบครับ  (ขอเรียกแบบบ้าน ๆ )ทางซ้าย แบบตูดยาว ใส่กับเสื้อสูบ กลุ่ม spark ,r15 และ
ทางขวา ตัวดันโซ่แบบตูดสั้น ใส่กับเสื้อสูบ กลุ่ม exciter,m-slaz



เมื่อตัวดันโซ่ไม่เหมือนกัน รูน๊อตไม่ตรงกัน ขายึดครัชก็ต้องเปลี่ยนด้วย ทางซ้าย ใส่กับเสื้อสูบ กลุ่ม spark ,r15 และ
ทางขวา  ใส่กับเสื้อสูบ กลุ่ม exciter,m-slaz



ยังไม่จบ น๊อตยึดก็ต่างกันนิดหน่อย โดย ทางซ้าย ใส่กับเสื้อสูบ กลุ่ม spark ,r15 และ
ทางขวา  ใส่กับเสื้อสูบ กลุ่ม exciter,m-slaz  หรือจำง่าย ๆ เลยได้เลยว่า ตัวดันโซ่ตูดสั้น ใช้น๊อตยาว ตูนยาว ใช้น๊อตสั้น 

เอาแบบง่าย ๆ บ้าน ๆ เลย ชุดลูกโตตอนนี้ที่มีขาย ส่วนมาก มักจะเป็นแบบที่ใช้ ตัวดันโซ่ราวลิ้นแบบตูดยาว แต่ ในอนาคต เชื่อว่า รุ่นใหม่ ๆ จะทะยอยเปลี่ยนเสื้อสูบที่ใช้แบบตูดสั้น เพื่อความสะดวก ก้มดูรถตัวเองเลยครับ ว่าใช้ดันโซ่แบบตูดสั้น หรือตูดยาว แล้วก็ดูที่เสื้อสูบที่ซื้อมา ว่าใช้สำหรับตัวดันโซ่แบบไหน ความแตกต่างดูได้จากรูปเสื้อสูบด้านบนเลยครับ

แน่นอนว่า ถ้าเราซื้อของมาเตรียมไว้ก่อน ก็ง่าย ประกอบวันเดียวจบ ไม่หัวเสีย หรือใครจะใส่ตัวดันโซ่แต่ง แบบฟิก ก็แล้วแต่ แต่ขอบอกว่าตัวดันโซ่เดิมโรงงาน จะเป็นการตั้งอัตโนมัต ไม่ต้องตั้งอีกเลย(เพราะมันออโต้) ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป ถ้าดันโซ่แต่ง แบบขันน๊อต คงต้องใช้ความชำนาญของช่างปรับตั้งให้พอดี และควรเช็คความตึงทุก 10,000 กิโล นะครับ  




ขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการครับ
เข้าไปชมสินค้ากันได้เลยครับ


วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

yamaha m-slaz


M-SLAZ
SLASH YOUR DARKNESS


องศาใหม่ของความเร้าใจ….ยามาฮ่า เอ็ม-สแลซ
รถ Street Bike 150 ซีซี ใหม่ล่าสุดจากตระกูล MT-Series 


เท่ เร้าใจ ด้วยไฟ FULL LED ขับขี่มันส์คล่องตัวสไตล์ Street Extreme
ช่วงล่างมั่นคงแข็งแกร่งพร้อม โช้คหัวกลับ Upside Down ขนาดใหญ่
แฮนด์บาร์กว้างสัมพันธ์กับท่านั่งสไตล์ MT ควบคุมได้ดั่งใจ
มิติใหม่ของความมันส์…เร้าใจทุกองศาแบบสตรีทไบค์ตัวจริง

150cc STREET PERFORMANCE
150 ซีซี เร้าใจทุกการขับขี่


เครื่องยนต์สูบเดี่ยว เกียร์สปอร์ต 6 สปีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบหัวฉีดอัจฉริยะสั่งจ่ายน้ำมันได้อย่างแม่นยำ กระบอกสูบไดอะซิลสุดแกร่ง ขับขี่มันส์เร้าใจ




FULL LED                         
เท่ล้ำเหนือใคร ไฟหน้า-ไฟหรี่-ไฟท้ายแบบ FULL LED 

ออกแบบในคอนเซปท์ Minimize บิ้วท์อินกับบอดี้ ตามแบบฉบับรถ Naked Sport 




FULL-NEGATIVE LCD
เท่อีกขั้น…เรือนไมล์ Digital แบบ FULL-NEGATIVE LCD
ดีไซน์ซูเปอร์ไบค์ขนาดกะทัดรัดพร้อมไฟแบ็คไลท์ มาตรวัดจัดเต็ม



MT SWITCH
สวิซต์สตาร์ทมือแบบ MT-09 และ MT-07
เข้าถึงอารมณ์ซูเปอร์ไบค์รุ่นใหญ่ด้วยสวิตซ์สตาร์ทมือเป็นเอกลักษณ์แบบเดียวกับรุ่นพี่ MT-09 และ MT-07



LINK-TYPE MONOCROSS
สวิงอาร์มหลังอะลูมิเนียมติดตั้งกับโมโนโช้ค
ทรงตัวดีเยี่ยมทั้งทางตรงและเข้าโค้ง น้ำหนักเบา แข็งแกร่ง ลดการสั่นสะเทือน มันส์ ในทุกการขับขี่



37mm. UPSIDE DOWN SUSPENSION & WIDE TIRE
โช้คหัวกลับขนาดใหญ่ 37 มม. พร้อมยางใหญ่พิเศษ
แข็งแกร่ง ทนทาน ดูดซับแรงกระแทกได้ดี ตอบสนองได้ทันใจทุกสภาพถนน รับกับ
ล้อและยางหน้าขนาดใหญ่กว่ารถในระดับเดียวกัน เกาะถนนเป็นเยี่ยม


 UPSIDE DOWN SUSPENSION & WIDE TIRE



 มีให้เลือกหลายสี



specifications : ข้อมูลทางเทคนิก



clip vdo






ขอบคุณ : http://www.yamaha-motor.co.th/automotive/product.php/type/manual/title/Yamaha-M-SLAZ-2015

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วิ่งดีกว่าเดิมอีกนิดกับกรองอากาศแต่ง

หลาย ๆ คน ได้รถมาแล้วก็สรรหาวิธีการทำให้รถตัวเองวิ่งดีขึ้น ถึงแม้เดิม ๆ มันก็ดีอยู่แล้ว แต่อยากให้วิ่งดีขึ้นไปอีก แน่นอนว่าหนึ่งในแนวทางที่ควรทำ ก็คือ การเปลี่ยนกรองอากาศแต่ง หรือกรองอากาศที่มี flow ของอากาศ สูงกว่า กรองเดิม ๆ แล้วมันดียังไง ดีกว่ากรองเดิมจริงมั๊ย

ก่อนอื่นมารู้จักกับ ตัวย่อ CFM หรือ Cubic Foot Per Minute คำนี้ ถ้าบ้ารถแรง ก็คงได้ยินกันมาบ้างพอประมาณ แปลตรงๆ ตัวแบบบ้าน ๆ CFM ก็คือ ปริมาณอากาศต่อนาที มีหน่วยเป็นลูกบาศฟุต (ถ้าหน่วยเป็นลูกบาศเมตรก็จะเรียกเป็น CMM หรือ Cubic Meter per Minute)

ถ้าเพื่อให้อากาศเข้าเครื่องยนต์ได้ง่ายขึ้น ทำไม่ต้องกรองแต่ง แค่ถอดใส้กรองอากาศออกไปเลยก็จบ.......
................ใช่เลยครับ ในทางสุดโต่ง ก็ถอดกรองอากาศ แรงจริง แต่แรงแป๊บเดียว เพราะ เราจะไม่มีตัวกรองฝุ่น ซึ่งมีมากมายในอากาศ ผ่านลิ้นเร่ง และ เข้าเรื่องยนต์ ไปในที่สุด  ถ้าเราไม่ใส่กรองอากาศจะเกิดอะไรขึ้น  ง่ายมาก เมื่อมีฝุ่นเข้าไป ด่านแรกเจอลิ้นเร่ง ก็ทำให้ลิ้นเร่งสกปรก ใช้งานไปซักพักก็จะมีฝุ่น มีทรายเล็ก ๆ ไปเกาะอยู่ตามผนังลิ้นเร่ง และตัวชุดบานพับต่าง ๆ สุดท้าย ก็อาจทำให้ลิ้นเร่งติด หรือหมุนเปิดไม่สะดวก  ต่อมา พอฝุ่นเข้าไปในเครื่องยนต์ หลายคนคิดว่า มันคงโดนเผาไปพร้อมกับ ไอดี แล้ว ออกไปทางไอเสีย  แต่ความจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เมื่อมันถูกเผา หรือก่อนถูกเผา ก็จะมีส่วนหนึ่งไปเกาะอยู่ที่ผนังลูกสูบ แล้วลูกสูบก็จะกวาดลงไป ลองคิดดูเล่น ๆ ฝุ่นสม เจอน้ำมันเครื่อง มันก็จะเป็นโคลนเกาะอยู่ตามร่องแหวนกวาดน้ำมัน และ ถ้าโชคร้าย มันอาจไปอุดรูทางเดินน้ำมันใต้ลูกสูบ ทำให้น้ำมันเครื่องไม่สามารถทะลุใต้สูบออกมาที่ผนังลูกสูบได้ ....ก็จะเกิดอากาศ เสื้อเป็นรอย ลูกสูบเป็นรอย สุดท้าย.........ก็พังซิครับ

มาดูค่า CFM ของกรองแต่งมาตรฐานกันดีกว่า

รูปจาก http://g-ec2.images-amazon.com/images/G/01/Automotive/brands/chart_big._V365352542_.jpg

จากรูป Airflow Comparison Charts.ของกรองอากาศเก่าแก่ เจ้าดัง เจ้าหนึ่ง มีการเปรียบเทียบให้เราเห็นว่าค่า CFM จากการใส่กรองแต่ง เพิ่มขึ้นหลายเปอร์เซนต์เลย ซึ่งเทียบกับกรองติดรถแบบกระดาษนะครับ โดย Panel filter คือการเปรียบเทียบระหว่าง กรองเดิมติดรถ กับกรองแต่ง ทรงเดิม  และ Round filter เป็นการเปรียบเทียบระหว่างกรองเดิมติดรถ กับกรองแต่งแบบเปลือย (กรองแบบกลม)


Round filer 
รูปจาก http://www.knfilters.com/images/l/69-3535TP.jpg



Panel filter
รูปจาก https://res.cloudinary.com/rallysport/image/private/s--KSiCMLJ1--/f_auto,t_auto_rsd_product/v1437002599/product_images/kn_33_2300_1


แต่สำหรับรถรุ่นที่มีกรองแบบฟองน้ำ ยินดี ด้วย เพราะ ถ้าเปลี่ยนจากฟองน้ำ เป็นกรองแต่งแบบผ้า แบบนี้ ยิ่งเพิ่ม อัตรา CFM ได้มากขึ้นอีก เทียบกับกรองฟองน้ำแบบเดิม

สิ่งที่ได้แถมมาจากการเปลี่ยนกรองแต่ง มาตรฐาน คือ ล้างน้ำได้ (ควรใช้น้ำยาล้างประกอบการล้าง) และอายุการใช้งานที่ ยาวนานแบบผู้ผลิตกรอง โม้ไว้ที่ ตลอดอายุรถเลยทีเดียว

ล้างบ่อยแค่ไหน กรองแต่งแต่ละยี่ห้อ ไม่เหมือนกัน แต่เจ้าK&N โม้ไว้ว่า 50,000 ไมล์ หรือ ราว 80,000 กิโล ค่อยล้างที สำหรับการใช้บนทางดำ (ทางดินก็คงต้องล้างบ่อยขึ้น) แต่ยังไงรถเรา เราก็รัก ผมว่าซัก 20,000 โล ล้างซักหน่อยก็น่าจะดีกว่า หรือใครขยับล้างถี่กว่านี้ก็ไม่ว่ากัน ส่วนสายทางฝุ่น หรือไปลุยฝุ่นมา กลับมาก็ล้างเลยน่าจะดี อันนี้แล้วแต่สะดวกครับ

ทราบข้อมูลกันแล้ว ไม่ต้องคิดมาก จัดได้เลยครับ


จัดมาแล้ว สำหรับ เจ้า ninja 300 ซุปเปอร์เดิม ๆ ท่อเดิม ทุกอย่างเดิม



วิธีใส่ ไม่ยากครับ ควรทำเอง เพราะ จะได้ทำเป็นเวลาถอดมาล้าง
เริ่มที่ถอดพลาสติกใต้เบาะทางขวาของรถได้เลยครับ เป็นน๊อตหกเลี่ยมตัวเล็ก ๆ ตัวเดียว




แล้วก็ค่อย  ๆ ดึงฝาออกมากครับ มันจะเป็นลูกยาง ดึงออกได้เลยครับ


แล้วจะเจอฝาปิดหม้อกรอง ก็ขันน๊อตออกมาได้เลยครับ


ดึงฝาออกมาเลย


เจอแล้ว กรองอากาศติดรถ ดึงออกมาได้เลยครับ ไม่ได้มีล๊อกอะไร


เทียบกันเลย กรองเดิม ซ้าย......กรองแต่ง ขวา  กรองเดิมเป็นฟองน้ำด้วย แน่นอนว่า เจ้านินจาตัวเก่งของผม ได้อานิสงจากกรองนี้เต็ม ๆ เพราะน่าจะได้โฟรอากาศเพิ่มขึ้นเยอะเลย


ข้อควรระวังก่อนใส่ เนื่องจากรูปทรงกรองจะเป็นแบบแผ่นสี่เหลี่ยม  ระวังใส่ผิดด้านนะครับ
 ด้านนี้หันไปด้านท้ายรถนะครับ


ด้านนี้ จะมีบ่าออกมา ก็หันไปหน้ารถ



ใส่เข้าไป แล้วประกอบกลับ ย้อนขั้นตอนเดินนะครับ

ง่ายมากใช่มั๊ยครับ...
จากนั้นไปลองวิ่ง หลายร้อยกิโล บอกได้เลยแบบไม่ได้มีตัวเลข ไดโน ว่า มันติดมือกว่า ลื่นกว่า กรองเดิมแบบรู้สึกได้ ยิ่งที่รอบ สูงแถว 8,000 รอบขึ้นไป ติดมือกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดครับ  แต่ยังไงปลายก็คงเท่าเดิม ซึ่งผมไม่ได้ลองครับ ขี่แค่ 130-140 ก็หนาวแล้ว.............


ขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการครับ
เข้าไปชมสินค้ากันได้เลย
กรองอากาศแต่ง r3, mt03

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

โซ่ vs สายพาย vs เพลา อันไหนดีกว่ากัน


เคยมีคนสงสัยว่าทำไมมอร์ไซค์แต่ละคันใช้ระบบขับเคลื่อนไม่เหมือนกัน ทำไมรถบ้านที่เห็นกันทั่วไป ใช้โซ่ ทำไม ฮาร์เลย์ คันใหญ่ ใช้สายพาน ทำไมบางรุ่นใช้เพลา แล้วอะไร ดีกว่ากัน

(อาจมีแย้งอีกกว่า ก็พวกรถออโต้ทั่ว ๆ ไปก็ใช้สายพาน อันนี้ไม่นับนะครับ ระบบสายพานในรถออโต้ จะทำหน้าที่วิ่งขึ้นลงเป็นการเปลี่ยนอัตราทดไปในตัว ขอข้ามไปก่อน อันนี้จะเน้นที่ใช้เป็นระบบขับเคลื่อน เพียว ๆ จริง ๆ)



มาดูกันเลย กับระบบขับเคลื่อนที่เราเห็นกันบ่อยมาก ๆ นั่นคือ โซ่ เสตอร์ แบบทั่วๆ ไปนี่แหละ มันอาจจะทำให้เราเซ็งนิดหน่อย เพราะต้องมีการตั้งโซ่กันแถว ๆ 500 ถึง 800 กิโลเมตร รวมถึงต้องดูแลหยอดน้ำมันหล่อลื่นอีก และสำหรับคนรักความสะอาดมาก ๆ ก็ต้องมีการล้างโซ่ค่อยหล่อลื่นอีกที วุ่นวาย เลอะเทอะไปหมด แต่มันก็มีข้อดีของมัน มันศูนย์เสียกำลังในส่วนนี้แค่ 3% อายุการใช้งานถ้าดูแล หยอดน้ำมันเป็นประจำ สำหรับโซ่ o-ring ได้มาตรฐานขึ้นไป อาจได้ถึง 30,000 กิโลเมตรขึ้นไปเลยทีเดียว แต่ถ้าขี่อย่างเดียว กลัวรถเลอะ ไม่เคยหยอดน้ำมัน หมื่นกว่ากิโลก็ไปแล้ว แน่นอนว่าพวกรถแรงม้าน้อย ๆ หรือรถที่ต้องการกำลังสูงอย่างพวกรถสปอร์ตเลือกใช้ระบบโซ่แน่นอน อุตส่าห์ทำเครื่องมาซะแรงจะให้มันหายไปกับระบบขับเคลื่อนได้ไง




มีรถอีกหลายรุ่นเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ สายพาน ถึงมันจะศูนย์เสียกำลังมากกว่า ระบบโซ่ ที่ราว 11% เพราะมันต้องรั้งตึงตลอด มันก็ต้องมีข้อดีของมัน คือ เงียบสนิท ไม่ต้องหยดน้ำมัน แทบไม่ต้องปรับตั้งเลย แค่ดูแล เช็คสภาพ ปรับตั้งทุก ๆ 15,000 ก็เพียงพอ อายุใช้งานราว 30,000 กิโล แต่ถ้ามีงบ จัดสายพานเคฟล่า (kevlar) อายุการใช้งานยาวกว่ามาก ใช้ได้ถึง 80,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว แต่ราคาก็แรงตามนะจ๊ะ




สุดท้ายที่เห็น ๆ กันในมอร์เตอร์ไซด์ ก็คือระบบ เพลา การทำงานเหมือนของรถยนต์ แต่เนื่องจากน้ำหนักและแรงเสียดทานของระบบ จึงทำให้ระบบเพลาศูนย์เสียกำลังถึง 31% โอ้...... แต่มันก็มีข้อดีของมัน คือแค่ดูแลถ่ายน้ำมันตามระยะ ซึ่งนาน ๆ ที มันก็จะอยู่กับเรายันรถพังเลยทีเดียว ไม่ต้องปรับตั้ง อะไรทั้งสิ้น เรียกได้ว่า ใช้ลืม แต่เนื่องจากศูนย์เสียกำลังเยอะ รถที่ใช้ระบบเพลาจึงมันเป็นรถซีซีสูง ไม่เน้นแรง มักจะเป็นรถทัวริ่ง ใช้ในการท่องเที่ยวเดินทางระยะไกล แน่นอนว่า กำลังสูง ซีซีสูงอยู่แล้ว เสียม้าไป31% ก็ยังเหลืออีกเยอะให้ใช้ แลกกับความสะดวกสบาย ถือว่าคุ้ม

แล้วสรุปว่า อะไรดีสุด อันนี้ไม่สามารถตอบได้ อยู่ที่การออกแบบว่า เน้นอะไร แต่ไม่ต้องคิดมาก รถบ้าน ๆ ซีซีน้อย ทางเลือกแค่โซ่อย่างเดียว คงใช้อย่างอื่นลำบาก แต่พวกรถคันโต ๆ ก็คงอยู่ที่การออกแบบของผู้ผลิตว่าจะใช้อันไหน ส่วนเราถ้าสามารถเลือกได้ ก็เอาระบบขับเคลื่อนเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการพิจารณาซื้อรถอีกทางนึง เพื่อให้ได้รถที่ตอบโจทย์ของเราที่สุด สุดท้ายก็แล้วแต่ชอบ เงินใครเงินมันครับผม

ขอบคุณข้อมูลจาก
www.cyclecruza.com

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

มาตั้งวาล์วแบบ dohc แคมคู่ กัน

มาแบบหนัก ๆ กันหน่อย กับการตั้งวาล์วรถคันเก่ง ที่ใช้ระบบวาล์วแบบ DOHC เพลาราวลิ้นคู่ หรือเรียกติดปากกว่าแคมคู่

ปัจจุบันระบบเครื่องยนต์ ที่นิยมกันมาก คงเหลืออยู่ 2 แบบ ง่าย ๆ ก็แบบแคมเดี่ยว กับแคมคู่ ซึ่งมันมีแยกย่อยไปอีกมากมาย แต่พื้นฐานก็แนวนี้แหละ ยกเว้นพี่ฮาเล่ย์ที่อนุรักษ์นิยมยังใช้เครื่องก้านกระทุ้งอยู่เลย
สำหรับเครื่องแคมเดี่ยว มีกระเดื่อง การตั้งวาล์วไม่มีไรยุ่งยาก วันหน้าจะเอามาให้ชม ส่วนตอนนี้จัดตั้งวาล์วของเครื่องแคมคู่ไปเลย ไม่ได้ยาก แต่ใช้ทักษะสูงกว่าการตั้งแคมเดี่ยวพอสมควร

หลายคนอาจงง ว่า แล้วบ้านเรา รถคันไหน เป็นแคมคู่แคมเดี่ยว บอกได้เลยว่า ส่วนใหญ่รถแม่บ้านทั่วไป เป็นรถแคมเดี่ยวครับ รถที่ใช้แคมคู่คือรถที่ออกแบบเพื่อต้องการกำลังที่มากกว่ารถทั่วไป มาพร้อมวาล์ว 4 ตัวต่อสูบ (แต่มีบ้างเจ้าก็พัฒนาแคมเดี่ยว 4 วาล์ว เพื่อเอาข้อดีของทั้ง 2 ระบบมาใช้ ไว้เล่าให้ฟังโอกาสต่อ ๆ ไปนะครับ) รถบ้านเราที่ใช้ระบบ dohc เท่าที่นึกออกนะครับ cbr150/250/300 ninja,z 250/300 raider125/150 dtracker,klx250 อื่น ๆ อีกหลายรุ่นมากครับ แต่วันนี้จะเป็นการตั้งวาล์วของเจ้า dtracker250

สมัยอยู่คอนโด ไม่มีที่ทำรถ ก็ต้องอาศัยศูนย์บริการให้เป็นผู้ตั้งให้ แต่แอบเซ็งในหลาย ๆ ครั้ง ว่าเปิดฝาออกมาวัด แล้วปิดกลับ เพราะมันยังอยู่ในrange ค่าที่โรงงานกำหนด แต่ มันควรตั้งขยับเข้าหาค่ากลาง เช่น ค่าวาล์วไอดีรุ่นนี้ อยู่ที่ .10-.20 mmไอเสียอยู่ที่ .15-.25 mm ค่ากลาง ๆ ควรอยู่แถว .15/.20 (ไอดี/ไอเสีย) แต่ช่างศูนย์เปิดมาวัด บางที่ได้ค่าอยู่ที่ 12/16 หรืออื่น ๆ ที่ไม่ใกล้ขอบของค่ามาตรฐาน โดยมากจะไปทางชิด แล้วก็ปิดกลับ บอกว่ายังอยู่ในค่า ซึ่งมันก็ถูกต้อง ใช้ได้ แต่ไหน ๆ เปิดแล้วก็ตั้งกลับค่ากลางเลยน่าจะดีว่า เพราะเวลาใช้งาน โดยมากวาล์วจะชิดขึ้นเรื่อย ๆ ยกเว้นพวกชอบใช้น้ำมันใสเกิน ก็อาจจะทำให้วาล์วห่างขึ้น 

บ่นกันพอสมควร พอมีโอกาสย้ายที่อยู่ ก็มีที่ทำรถก็เลย ทำเองซะเลย ดูขั้นตอนกันครับ



เริ่มต้นไม่มีอะไรมาก ถอดทุกอย่างที่ขวางหน้า เอ้ย ถอดทุกอย่างท่อขวางฝาสูบออก เช่น ถังน้ำมัน แฟริ่งต่าง ๆ 


จากนั้นก็เปิดฝาครอบวาล์วออก



ที่ลืมไม่ได้คือ หมุนเครื่องยนต์ไปที่ จังหวะอัดสุด ง่าย ๆ คือจังหวะที่แคมไม่ได้กดวาล์วใด ๆ เลย




จากนั้นก็เอาฟิลเลอเกจ มาวัดระยะห่างของแต่ละวาล์ว แล้วจดไว้ครับ



ค่าที่ผมวัดdtracker 250 ได้ตามนี้ครับ  ex คือระยะวาล์วไอเสีย  in คือระยะวาล์วไอดี
และแน่นอนว่า ถ้าเป็นศูนย์ ระยะทุกตัวอยู่ในrange ก็ปิดกลับ คิดตัง เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ แต่ผมไม่ใช้ ค่าในเพี้ยนเยอะ ก็ตั้งใหม่เลย



ถอดแคมออก จะเห็นถ้วยวาล์วครับ



หาแม่เหล็กมาดูดถ้วยวาล์วออกมา ตรงกลางถ้วยจะมีแผ่น shim อยู่



ถอดออกมาแล้วก็เก็บแยกกันนะครับ วาล์วใครวาล์วมัน ไม่งั้นถ้าปนกัน ค่าที่เราวัดตั้งแต่แรก ไม่มีประโยชน์ เพราะมันมั่ว 5555




พอได้ ชิม แล้วก็ เอามาวัดดูครับ  แล้วจดไว้  ค่าที่ได้ก็ตามรูปครับ



อุปกรณ์ที่ใช้วัด ก็จะเป็นพวก ไมโครมิเตอร์ หรือเวอร์เนียแบบดิจิตอลครับ ส่วนเวอร์เนียร์แบบสเกลมันไม่ละเอียดพอนะครับ


จากนั้นเรามาหาค่าขอชิมใหม่ เพื่อที่จะให้ระยะวาล์วตามที่เราต้องการ สำหรับผม อันนี้เทคนิคส่วนตัวผมจะเลือกตั้งวาล์วที่ ระยะห่างที่สุดของค่ามาตรฐาน กรณีนี้คือ 20/25 ครับ แต่รถใครก็รถมันครับ ตั้งเท่าไหร่ก็แล้วแต่ 5555
วิธีหาค่าคือ
ขนาดshimใหม่ = ระยะวาล์วที่เราวัดได้ + ขนาดshimเดิมที่เราวัดได้ - ค่าระยะห่างที่เราต้องการ
เช่น ถ้าระยะห่างที่วัดได้ .15  ขนาดshim ที่วัดได้ 3.05 ระยะที่เราต้องการ .20 ก็จะได้
ขนาดshimใหม่ = .15 + 3.05 -.20
ขนาดshimใหม่ = 3.00 mm



 เมื่อได้ค่าวาล์วใหม่แล้ว ก็ไปหาshim ค่าที่เราต้องการมาเปลี่ยนซะ หรือถ้าใครขี่เกียจ์วิ่งหาshim ก็เจียร์ ชิมเดิมออก ให้ได้ค่าที่เราต้องการก็ได้ครับ แต่เพื่อความสะดวกผมจัดshim มาเป็นกล่องเลย มีทุกเบอร์

จากนั้นก็ประกอบกลับ ไม่ยากครับสำหรับคนที่พอมีพื้นฐานเรื่องเครื่องยนต์นิดหน่อย ต้องเข้าใจเรื่องมาร์คเครื่องยนต์ สำหรับมือใหม่ ศึกษาเรื่องมาร์ดเครื่องยนต์ก่อนนะครับ