02 ตุลาคม 2558

โซ่ vs สายพาย vs เพลา อันไหนดีกว่ากัน


เคยมีคนสงสัยว่าทำไมมอร์ไซค์แต่ละคันใช้ระบบขับเคลื่อนไม่เหมือนกัน ทำไมรถบ้านที่เห็นกันทั่วไป ใช้โซ่ ทำไม ฮาร์เลย์ คันใหญ่ ใช้สายพาน ทำไมบางรุ่นใช้เพลา แล้วอะไร ดีกว่ากัน

(อาจมีแย้งอีกกว่า ก็พวกรถออโต้ทั่ว ๆ ไปก็ใช้สายพาน อันนี้ไม่นับนะครับ ระบบสายพานในรถออโต้ จะทำหน้าที่วิ่งขึ้นลงเป็นการเปลี่ยนอัตราทดไปในตัว ขอข้ามไปก่อน อันนี้จะเน้นที่ใช้เป็นระบบขับเคลื่อน เพียว ๆ จริง ๆ)



มาดูกันเลย กับระบบขับเคลื่อนที่เราเห็นกันบ่อยมาก ๆ นั่นคือ โซ่ เสตอร์ แบบทั่วๆ ไปนี่แหละ มันอาจจะทำให้เราเซ็งนิดหน่อย เพราะต้องมีการตั้งโซ่กันแถว ๆ 500 ถึง 800 กิโลเมตร รวมถึงต้องดูแลหยอดน้ำมันหล่อลื่นอีก และสำหรับคนรักความสะอาดมาก ๆ ก็ต้องมีการล้างโซ่ค่อยหล่อลื่นอีกที วุ่นวาย เลอะเทอะไปหมด แต่มันก็มีข้อดีของมัน มันศูนย์เสียกำลังในส่วนนี้แค่ 3% อายุการใช้งานถ้าดูแล หยอดน้ำมันเป็นประจำ สำหรับโซ่ o-ring ได้มาตรฐานขึ้นไป อาจได้ถึง 30,000 กิโลเมตรขึ้นไปเลยทีเดียว แต่ถ้าขี่อย่างเดียว กลัวรถเลอะ ไม่เคยหยอดน้ำมัน หมื่นกว่ากิโลก็ไปแล้ว แน่นอนว่าพวกรถแรงม้าน้อย ๆ หรือรถที่ต้องการกำลังสูงอย่างพวกรถสปอร์ตเลือกใช้ระบบโซ่แน่นอน อุตส่าห์ทำเครื่องมาซะแรงจะให้มันหายไปกับระบบขับเคลื่อนได้ไง




มีรถอีกหลายรุ่นเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ สายพาน ถึงมันจะศูนย์เสียกำลังมากกว่า ระบบโซ่ ที่ราว 11% เพราะมันต้องรั้งตึงตลอด มันก็ต้องมีข้อดีของมัน คือ เงียบสนิท ไม่ต้องหยดน้ำมัน แทบไม่ต้องปรับตั้งเลย แค่ดูแล เช็คสภาพ ปรับตั้งทุก ๆ 15,000 ก็เพียงพอ อายุใช้งานราว 30,000 กิโล แต่ถ้ามีงบ จัดสายพานเคฟล่า (kevlar) อายุการใช้งานยาวกว่ามาก ใช้ได้ถึง 80,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว แต่ราคาก็แรงตามนะจ๊ะ




สุดท้ายที่เห็น ๆ กันในมอร์เตอร์ไซด์ ก็คือระบบ เพลา การทำงานเหมือนของรถยนต์ แต่เนื่องจากน้ำหนักและแรงเสียดทานของระบบ จึงทำให้ระบบเพลาศูนย์เสียกำลังถึง 31% โอ้...... แต่มันก็มีข้อดีของมัน คือแค่ดูแลถ่ายน้ำมันตามระยะ ซึ่งนาน ๆ ที มันก็จะอยู่กับเรายันรถพังเลยทีเดียว ไม่ต้องปรับตั้ง อะไรทั้งสิ้น เรียกได้ว่า ใช้ลืม แต่เนื่องจากศูนย์เสียกำลังเยอะ รถที่ใช้ระบบเพลาจึงมันเป็นรถซีซีสูง ไม่เน้นแรง มักจะเป็นรถทัวริ่ง ใช้ในการท่องเที่ยวเดินทางระยะไกล แน่นอนว่า กำลังสูง ซีซีสูงอยู่แล้ว เสียม้าไป31% ก็ยังเหลืออีกเยอะให้ใช้ แลกกับความสะดวกสบาย ถือว่าคุ้ม

แล้วสรุปว่า อะไรดีสุด อันนี้ไม่สามารถตอบได้ อยู่ที่การออกแบบว่า เน้นอะไร แต่ไม่ต้องคิดมาก รถบ้าน ๆ ซีซีน้อย ทางเลือกแค่โซ่อย่างเดียว คงใช้อย่างอื่นลำบาก แต่พวกรถคันโต ๆ ก็คงอยู่ที่การออกแบบของผู้ผลิตว่าจะใช้อันไหน ส่วนเราถ้าสามารถเลือกได้ ก็เอาระบบขับเคลื่อนเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการพิจารณาซื้อรถอีกทางนึง เพื่อให้ได้รถที่ตอบโจทย์ของเราที่สุด สุดท้ายก็แล้วแต่ชอบ เงินใครเงินมันครับผม

ขอบคุณข้อมูลจาก
www.cyclecruza.com

14 สิงหาคม 2558

มาตั้งวาล์วแบบ dohc แคมคู่ กัน

มาแบบหนัก ๆ กันหน่อย กับการตั้งวาล์วรถคันเก่ง ที่ใช้ระบบวาล์วแบบ DOHC เพลาราวลิ้นคู่ หรือเรียกติดปากกว่าแคมคู่

ปัจจุบันระบบเครื่องยนต์ ที่นิยมกันมาก คงเหลืออยู่ 2 แบบ ง่าย ๆ ก็แบบแคมเดี่ยว กับแคมคู่ ซึ่งมันมีแยกย่อยไปอีกมากมาย แต่พื้นฐานก็แนวนี้แหละ ยกเว้นพี่ฮาเล่ย์ที่อนุรักษ์นิยมยังใช้เครื่องก้านกระทุ้งอยู่เลย
สำหรับเครื่องแคมเดี่ยว มีกระเดื่อง การตั้งวาล์วไม่มีไรยุ่งยาก วันหน้าจะเอามาให้ชม ส่วนตอนนี้จัดตั้งวาล์วของเครื่องแคมคู่ไปเลย ไม่ได้ยาก แต่ใช้ทักษะสูงกว่าการตั้งแคมเดี่ยวพอสมควร

หลายคนอาจงง ว่า แล้วบ้านเรา รถคันไหน เป็นแคมคู่แคมเดี่ยว บอกได้เลยว่า ส่วนใหญ่รถแม่บ้านทั่วไป เป็นรถแคมเดี่ยวครับ รถที่ใช้แคมคู่คือรถที่ออกแบบเพื่อต้องการกำลังที่มากกว่ารถทั่วไป มาพร้อมวาล์ว 4 ตัวต่อสูบ (แต่มีบ้างเจ้าก็พัฒนาแคมเดี่ยว 4 วาล์ว เพื่อเอาข้อดีของทั้ง 2 ระบบมาใช้ ไว้เล่าให้ฟังโอกาสต่อ ๆ ไปนะครับ) รถบ้านเราที่ใช้ระบบ dohc เท่าที่นึกออกนะครับ cbr150/250/300 ninja,z 250/300 raider125/150 dtracker,klx250 อื่น ๆ อีกหลายรุ่นมากครับ แต่วันนี้จะเป็นการตั้งวาล์วของเจ้า dtracker250

สมัยอยู่คอนโด ไม่มีที่ทำรถ ก็ต้องอาศัยศูนย์บริการให้เป็นผู้ตั้งให้ แต่แอบเซ็งในหลาย ๆ ครั้ง ว่าเปิดฝาออกมาวัด แล้วปิดกลับ เพราะมันยังอยู่ในrange ค่าที่โรงงานกำหนด แต่ มันควรตั้งขยับเข้าหาค่ากลาง เช่น ค่าวาล์วไอดีรุ่นนี้ อยู่ที่ .10-.20 mmไอเสียอยู่ที่ .15-.25 mm ค่ากลาง ๆ ควรอยู่แถว .15/.20 (ไอดี/ไอเสีย) แต่ช่างศูนย์เปิดมาวัด บางที่ได้ค่าอยู่ที่ 12/16 หรืออื่น ๆ ที่ไม่ใกล้ขอบของค่ามาตรฐาน โดยมากจะไปทางชิด แล้วก็ปิดกลับ บอกว่ายังอยู่ในค่า ซึ่งมันก็ถูกต้อง ใช้ได้ แต่ไหน ๆ เปิดแล้วก็ตั้งกลับค่ากลางเลยน่าจะดีว่า เพราะเวลาใช้งาน โดยมากวาล์วจะชิดขึ้นเรื่อย ๆ ยกเว้นพวกชอบใช้น้ำมันใสเกิน ก็อาจจะทำให้วาล์วห่างขึ้น 

บ่นกันพอสมควร พอมีโอกาสย้ายที่อยู่ ก็มีที่ทำรถก็เลย ทำเองซะเลย ดูขั้นตอนกันครับ



เริ่มต้นไม่มีอะไรมาก ถอดทุกอย่างที่ขวางหน้า เอ้ย ถอดทุกอย่างท่อขวางฝาสูบออก เช่น ถังน้ำมัน แฟริ่งต่าง ๆ 


จากนั้นก็เปิดฝาครอบวาล์วออก



ที่ลืมไม่ได้คือ หมุนเครื่องยนต์ไปที่ จังหวะอัดสุด ง่าย ๆ คือจังหวะที่แคมไม่ได้กดวาล์วใด ๆ เลย




จากนั้นก็เอาฟิลเลอเกจ มาวัดระยะห่างของแต่ละวาล์ว แล้วจดไว้ครับ



ค่าที่ผมวัดdtracker 250 ได้ตามนี้ครับ  ex คือระยะวาล์วไอเสีย  in คือระยะวาล์วไอดี
และแน่นอนว่า ถ้าเป็นศูนย์ ระยะทุกตัวอยู่ในrange ก็ปิดกลับ คิดตัง เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ แต่ผมไม่ใช้ ค่าในเพี้ยนเยอะ ก็ตั้งใหม่เลย



ถอดแคมออก จะเห็นถ้วยวาล์วครับ



หาแม่เหล็กมาดูดถ้วยวาล์วออกมา ตรงกลางถ้วยจะมีแผ่น shim อยู่



ถอดออกมาแล้วก็เก็บแยกกันนะครับ วาล์วใครวาล์วมัน ไม่งั้นถ้าปนกัน ค่าที่เราวัดตั้งแต่แรก ไม่มีประโยชน์ เพราะมันมั่ว 5555




พอได้ ชิม แล้วก็ เอามาวัดดูครับ  แล้วจดไว้  ค่าที่ได้ก็ตามรูปครับ



อุปกรณ์ที่ใช้วัด ก็จะเป็นพวก ไมโครมิเตอร์ หรือเวอร์เนียแบบดิจิตอลครับ ส่วนเวอร์เนียร์แบบสเกลมันไม่ละเอียดพอนะครับ


จากนั้นเรามาหาค่าขอชิมใหม่ เพื่อที่จะให้ระยะวาล์วตามที่เราต้องการ สำหรับผม อันนี้เทคนิคส่วนตัวผมจะเลือกตั้งวาล์วที่ ระยะห่างที่สุดของค่ามาตรฐาน กรณีนี้คือ 20/25 ครับ แต่รถใครก็รถมันครับ ตั้งเท่าไหร่ก็แล้วแต่ 5555
วิธีหาค่าคือ
ขนาดshimใหม่ = ระยะวาล์วที่เราวัดได้ + ขนาดshimเดิมที่เราวัดได้ - ค่าระยะห่างที่เราต้องการ
เช่น ถ้าระยะห่างที่วัดได้ .15  ขนาดshim ที่วัดได้ 3.05 ระยะที่เราต้องการ .20 ก็จะได้
ขนาดshimใหม่ = .15 + 3.05 -.20
ขนาดshimใหม่ = 3.00 mm



 เมื่อได้ค่าวาล์วใหม่แล้ว ก็ไปหาshim ค่าที่เราต้องการมาเปลี่ยนซะ หรือถ้าใครขี่เกียจ์วิ่งหาshim ก็เจียร์ ชิมเดิมออก ให้ได้ค่าที่เราต้องการก็ได้ครับ แต่เพื่อความสะดวกผมจัดshim มาเป็นกล่องเลย มีทุกเบอร์

จากนั้นก็ประกอบกลับ ไม่ยากครับสำหรับคนที่พอมีพื้นฐานเรื่องเครื่องยนต์นิดหน่อย ต้องเข้าใจเรื่องมาร์คเครื่องยนต์ สำหรับมือใหม่ ศึกษาเรื่องมาร์ดเครื่องยนต์ก่อนนะครับ


















07 กรกฎาคม 2558

kawasaki z250sl

kawasaki z250sl



Super Lightweight Z

 จินตนาการถึงรถจักรยานยนต์สปอร์ตที่หลบหลีกฝ่าการจราจรที่แออัด คับคั่งในเมืองอย่างเชี่ยวชาญ ด้วยเครื่องยนต์ตอบจัดที่ตอบสนองอย่างฉับไว และคุณคงเข้าใจถึงการได้ขับขี่รถ Supernaked รุ่นล่าสุดของคาวาซากิ Z250SL ที่ถูกออกแบบเพื่อเป็นรถสปอร์ตที่เกมาะกับการสัญจรในเมือง มีสมรรถนะพื้นฐานเดียวกับรถสปอร์ตนินจา ในรูปทรงที่เพรียว น้ำหนัดเบา และมิติกระทัดรัดทำให้รถคล่องแคล่ว ปราดเปรียว พร้อมสรีระรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยว พุ่งฝ่าการจราจรในป่าคอนกรีตได้ง่าย และเสริมเอกลักษณ์ที่ดูดีกับผู้ขับขี่


Z250sl abs
Ninja Performance
เด่นด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 1 สูบ และโครงตัวถังแบบถัก น้ำหนักเบาแบบเดียวกับที่ใช้ในรถ ninja250sl ทำให้รถ z250sl มีสมรรถนะเดียวกันกับนินจา เครื่องยนต์ให้พละกำลังที่แรงในช่วงรอบกลาง เป็นเครื่องยนต์รอบจัดที่บิดขึ้นสู่รอบสูงได้อย่างฉับไว ให้เสียงเครื่องยนต์ที่ดุดันด้วยน้ำหนักรถที่เบา รูปทรงเพรียว มิติของโครงตัวถังที่กระชับ แข็งแกร่ง และเครื่องยนต์อันทรงพลัง ทำให้การควบคุมเป็นไปได้อย่างคล่องแคล่ว ตอบสนองอัตราเร่งและพุ่งทะยานสู่เบื้อหน้าได้อย่างเร้าใจ


 High-rewing 4-stroke Single Engine
ขุมพลังของ z250sl คือ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 1 สูบ ขนาด 249 ซีซี เพลาราวลิ้นคู่ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่องยนต์รอบจัดให้สมรรถนะของรถสปอร์ตในมิติที่กระทัดรัด ระบบจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด ทำงานได้อย่างราบรื่น ควบคุมง่ายตลอดทุกช่วงความเร็วของรอบเครื่องยนต์ คุณสมบัติของเครื่องยนต์4จังหวะ ที่ให้แรงบิดสูงจากรอบต่ำสู่รอบกล่าง ทำให้รถออกตัวได้รวดเร็วและเร้าใจสุด ๆ เมื่อทะยานขึ้นสู่รอบสูง เครื่องยนต์จะให้การตอบสนองอย่างฉับพลัน ทำให้ผู้ขับขี่สนุกกับพละกำลังที่แรงของเครื่องยนต์และพลังในรอบสูง




 Trellis Frame
โครงตัวถังประกอบด้วยท่อหลัก ทำด้วยเหล็กกล้า ไฮ-เทนไซด์ และโครงย่อยแบบถักเพื่อความแข็งแกร่ง และกระจายน้ำหนักได้ดี องค์ประกอบทั้งหมดนี้ส่งผลให้ Z250SL มีน้ำหนักเบาและควบคุมได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำให้รถมีน้ำหนักเบาและรูปทรงเพรียว แล้วยังเพิ่มความงดงามและร้อนแรงให้กับรถ z250sl อีกด้วย


 Uni-Trak Rear Suspension
ด้วยกระบอกโช๊คอัพหน้าขนาด 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลังแบบยูนิแทรค สร้างความสมดุลของการควบคุมรถที่ง่ายเบาแรงและยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม กลไกยูนิแทรคจะช่วยซับแรงการสั่นสะเทือนของรถได้อย่างนุ่มนวลในทุกสภาพถนน




Z Style
แนวทางการออกแบบรถ z250sl ในสใตล์ Supernaked ที่ดุดันคือ "Slim and Sexy" ความแตกต่างของส่วนที่เว้าเข้าและส่วนที่โค้งออกของรูปทรง ทำให้รถดูมีมิติส่วนประกอบต่าง ๆ ได้รับการออกแบบให้ยึดแบบสนิทกับโครงรถ ช่วยให้ตัวรถดูเพรียมรับกับผู้ขับขี่ ตำแหน่งท่านั่งที่ตั้งตรงและแฮนด์บาร์แบบกว้าง เป็นท่านั่งที่ดีเยี่ยมในการขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่สะดวกสบาย คล่องตัว และกระฉับกระเฉง ผ่านการจราจรในเมืองอย่างง่ายดาย

 Aggressive Handlamp
โดยไฟหน้าขนาดเล็กของรถ Z250SL พร้อมกับเสื้อไฟหน้า และโคมไฟเดี่ยวเป็งองค์ประกอบหลักในการออกแบบเพื่อเสริมให้รถมีรูปทรงที่เพรียว และเป็นรถในสไตล์ Supernaked ที่ดุดัน โคมไฟหน้ามัลติรีเฟล็กเตอร์ให้ลำแสงที่สว่าง ปลอดภัยสำหรับการขับขี่ยามค่ำคืน และถูกเห็นได้อย่างเด่นชัด


Sporty, All-digital Instrumentation
มาตรวัดดิจิตอลขนาดคอมแพคที่อ่านง่ายและชัดเจน ประกอบด้วย กราฟมาตรวัดรอบเครื่องดิจิตอล มาตรวัดความเร็วดิจิตอล มาตรวัดระยะทางรวม มาตรวัดระยะทางคู่ต่อครั้ง นาฬิกา และมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง จอหน้าปัดเรืองแสงเสริมภาพลักษณ์ของรถตระกูลz และมองเห็นได้ชัดทั้งกลางวันและกลางคือ


 Stylish Lightweight Wheels
วงล้อรถสปอร์ต 10 ก้าน เสริมความโดดเด่นให้รถ Z250SL ในสไตล์ Z และให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยม จานดิสก์เบรกลายฉลุเช่นเดียวกับที่ติดตั้งในรถซุปเปอร์สปอร์ตของคาวาซากิ ช่วยให้เบรกได้อย่างมั่นใจและดูเป็นสปอร์ตมากขึ้น


 Stepped Seat
เบาะตอนหน้าเรียวยาว รับกับถังน้ำมัน ด้วยความสูงของเบาะ 785 มม. ทำให้ผู้ขับขี่วางเท้าทั้งสองบนพื้นได้อย่างมั่นใจขณะจอด เบาะนั่งตอนหลังป้องกันผู้ขับขี่เลื่อนไปด้านหลังขณะเร่งด้วยความแรง




 ข้อมูลทางเทคนิค : specifications


คลิป




ขอบคุณ : http://www.kawasaki.co.th/ninja/index.php?area=1&p=static&page=z250sl-abs

24 มิถุนายน 2558

kawasaki ninja250sl

เปิดตัวมาได้ระยะหนึ่งแล้วกับ ninja 250 sl (abs)




Ninja
 Racy Super Lightweght Ninja

รถจักรยานยนต์คาวาซากิ Ninja 250SL รุ่นใหม่ล่าสุดในสังเวียนรถซุปเปอร์สปอร์ตฟูลแฟริ่ง ขนาด 250 ซีซี จุดเด่นของรุ่นนี้คือ น้ำหนักเบา อันเป็นผลมาจากการพัฒนาให้รถมีน้ำหนักน้อยที่สุด เช่นเดียวกับรถที่ใช้ในสนามแข่ง เห็นได้ชัดว่ารถรุ่นนี้ถูกถ่ายทอด DNA มากจากนินจาซุปเปอร์ไบค์ระดับแชมเปี้ยน ขุมพลังจากเครื่องยนต์รอบจัด 4 จังหวะ 1 สูบ ติดตั้งในโครงรถแบบถัก Ninja 250SL ใหม่ มีสมรรถนะของรถสปอร์ตในรูปทรงเพรียว น้ำหนักเบา และมีมิติกระทัดรัด ด้วยสมรรถนะระดับรถแข่าง คล่องแคล่ว ว่องไว และสรีระที่โฉบเฉี่ยว ทำให้รถควบคุมง่ายและเบาแรงยิ่งขึ้น นี่คืออีกทางเลือกหนึ่งสำหรับรถสปอร์ตนินจา 250 ซีซี ที่ร้อนแรงกว่า กับนิยามบทใหม่ของ Ninja 250SL รถซุปเปอร์สปอร์ต 4 จังหวะ 1 สูบ ในประวัติศาสตร์ของนินจาที่ยาวนานถึง 30 ปี


Racy Performance
ถ้าคุณชื่นชอบแนวรถแข่ง นี่คือรถสำหรับคุณ ที่ได้รับการออกแบบมาเฉพาะสำหรับนักขับขี่หัวใจสปอร์ตที่มองหารถที่มีสมรรถนะสุดขั้วเหนือกว่าคู่แข่งใด ๆ น้ำหนักของรถที่เบาอย่างเหลือเชื่อ ทำให้มีอัตราเร่งที่รวดเร็วเช่นเดียวกับการควบคุมที่ง่าย คล่องแคล่วและเข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม สมารถเรียกพละกำลังของเครื่องยนต์ในรอบสูงได้อย่างรวดเร็วผ่านชุดเกียร์ 6 สปิด ที่เปลี่ยนได้อย่างนุ่มนวล ด้วยสมรรถนะระดับรถแข่ง รวดเร็ว ว่องไว ทำให้ Ninja 250SL ได้เปรียบคู่ต่อสู้ในทุก ๆ ด้าน



Fuel-injected 4-stroke Single Engine
ขุมพลังของ Ninja 250SL คือเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 1 สูบ ขนาด 249 ซีซี เพลาราวลิ้นคู่ 4 วาล์ว ระบายความร้อยด้วยน้ำ ส่งผลให้มีอัตราเร่งที่รวดเร็ว เต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะในมิติที่กระทัดรัด ระบบหัวฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ตอบสนองการขับขี่



High-rewing Engine Character
เครื่องยนต์ที่ตอบสนองอย่างเร้าใจทุกการเร่ง เมื่อรอบเครื่องขึ้นสูงสุดจะส่งพลังที่ดุดันและต่อเนื่อง ด้วยคุณสมบัติของเครื่องยนต์ 4 จังหวะที่มีแรงบิดที่ดีเยี่ยมจากรอบต่ำถึงรอบกลาง ช่วยให้การออกตัวได้รวดเร็ว และรอบเครื่องจะพุ่งทะยานขึ้นสู่รอบสูงทันที่ที่บิดคันเร่ง



Trellis Frame
ส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ Ninja 250SL มีน้ำหนักเบา คือการออกแบบรูปทรงที่เพรียว โครงสร้างตัวถังแบบถัก ตามต้นฉบับที่ประกอบด้วยท่อเหล็กทำด้วยเหล็กกล้า ไฮ-เทนไซด์ และโครงย่อยแบบถักเพื่อความแข็งแกร่ง และกระจายน้ำหนักได้ดีเยี่ยม ส่งผลให้รถมีน้ำหนักเบา คล่องแคล่ว และทำให้รถมีขนาดที่เล็กลง



Heat Management
หม้อน้ำระบายความร้อน ออกแบบให้มีขนาดเล็ก แต่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพสำหรับเครื่องยนต์สมรรถนะ จะนำความร้อนลงสู่ด้านล่าง ไม่ส่งความร้อยไปยังผู้ขับขี่ ขณะจอดติดอยู่บนท้องถนน



Lightweight Wheels
ล้อแบบสปอร์ตในสไตร์ของนินจา ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา และทุกองค์ประกอบของ Ninja 250SL1 สร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มีน้ำหนักเบาที่สุด จนได้น้ำหนักรวมของรถเพียง 152 กิโลกรัม ยางขนาดเล็ก ช่วยให้การควบคุมรถง่าย เบาแรง และคล่องตัว

Sport Suspension & Petal Disc Brakes
กระบอกโช๊คหน้าขนาด 37 มิลลิเมตร ระยะยุบตัว 110 มม. และระบบกันสะเทือนหลังแบบยูนิเทรค สร้างความสมดุลของการควบคุมรถที่ง่ายและการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม จานดิสก์เบรกลายฉลุทั้งหน้าและหลัง พร้อมด้วยคาลิปเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ ทำให้ควบคุมการเบรกได้อย่างมั่นใจ


Racy Ergonomics
เพียงขึ้นนั่งบนเบาะ วางเท้าทั้งสองบนที่พักเท้า มือสัมผัสกับแฮนด์ คุณก็จะรู้ได้ทันทีว่ารถคันนี้ออกแบบมาเพื่ออะไร ท่านั่งที่โน้มไปข้างหน้า จงใจให้เป็นท่านั่งขับขี่ของรถสปอร์ต ทำให้ผู้ขับขี่มีความสนุกสนานกับการขับขี่ในสไตล์เรซซิ่ง



Racy Clip-on Handlebars
สัมผัสกับแฮนด์จับโช้คในสไตล์รถซุปเปอร์สปอร์ต ทำให้คุณอยู่ในอารมณ์ของการขับขี่รถสปอร์ต ตำแหน่งท่านั่งที่ดูเป็นรถแข่งมากขึ้น นี่คือสุดยอดของการขับขี่แบบสปอร์ตบนถนน โดยไม่ต้องกังวลในกับการจราจรในเมือง



Slim, Sculpted Fuel Tank
ถังน้ำมันออกแบบให้เรียวด้านท้าย เพื่อผู้ขับขี่วางขาแนบกระชับได้อย่างเหมาะสม ถังน้ำมันมีรอบทรองกว้างส่วนบน ทำให้แขนของผู้ขับขี่สามารถแบบติดกับถังน้ำมันได้ง่ายในขณะเอียงรถเข้าโค้ง


 Stepped seat
เบาะตอนหน้าเรียวรับกับถังน้ำมัน ด้วยความสูงของเบาะเพียง 780 มม. ทำให้ผู้ขับขี่วางเท้าทั้งสองข้างบนพื้นได้อย่างมันคงขณะจอด เบาะนั่งตอนหลังในสไตร์รถแข่ง



Racy Styling
Ninja 250SL เหมือนกับรถในตระกูลนินจาทุกรุ่นที่โดดเด่นด้วยฟูลแฟริ่ง รูปทรงที่เพรียว ออกแบบในสไตล์รถซุปเปอร์สปอร์ตที่เย้ายวน โดดเด่นบนท้องถนน ความแต่งต่างของส่วนที่เว้าเข้า และส่วนที่โค้งออกของรูปทรง ทำให้รถดูมีมิติ ปราดเปรียว แฝงไว้ด้วยพลังภายใน แฟริ่งและฝาครอบต่าง ๆ ได้รับการออกแบบให้ยืดแนบสนิทกับโครงรถ ช่วยให้ตัวรถดูเพรียวและเพิ่มคุณค่าด้วยง่านคุณภาพชั้นเลิศ



Aggressive Headlamp
Ninja 250SL มาพร้อมกับโคมไฟหน้าเดี่ยวในสไตล์สปอร์ต ที่ออกแบบอย่างลงตัวกับรถที่มีรูปทรงเพรียว โคมไฟหน้าแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ ที่ส่องสว่างเพิ่มความเด่นชัดในการมองเห็นยามค่ำคืน


 Racy, All-digital Instrumentation
มาตรวัดดิจิตอล ขนาดคอมแพคที่อ่านง่าย และชัดเจน ประกอบด้วยกรอฟมาตรวัดรอบดิจิตอล มาตรวัดความเร็วดิจิตอล มาตรวัดระยะทางคู่ นาฬิกา และมาตรวัดน้ำมัน


Sculpted Upper Triple Clamp
แผงคอบนได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ให้ดูโปร่ง เน้นความเป็นสปอร์ต เพิ่มคุณภาพของส่วนควบคุมรถได้ดีเยี่ยม


specifications:ข้อมูลทางเทคนิค



คลิป




ขอบคุณ : http://www.kawasaki.co.th/ninja/index.php?area=1&p=static&page=ninja250sl-abs

เปลี่ยนกรองอากาศ dtracker เรื่องง่าย ๆ ทำเองก็ได้

ใช้งานในระยะเวลานึง สิ่งที่ควรดูแลใส่ใจอีกอย่างคือ กรองอากาศ ซึ่งโดยมาก ถ้าเป็นกรองแบบเปียก หรือกรองฟองน้ำ ก็มักจะล้างกัน ถึงมันจะล้างได้ ก็ควรเปลี่ยนเมื่อถึงระยะเวลานึง ราคาเบิกศูนย์ 200 มีทอน เปลี่ยนได้แบบไม่ต้องเสียดายทุก 10,000 กิโลเมตร หรือถ้าใครสะดวกไปเบิก ก็ ทุก 8,000 ก็ไม่ผิดกติกา 


ขั้นตอนง่าย ๆ ใช้เครื่องมือพื้น ๆ อันดับแรก ถอดน๊อตตรงท้ายเบาะออก ทั้ง 2 ข้าง



ถอดน๊อต 2 ตัวก็ดึงเบาะออกมาได้เลยเลย ดึงเยื้องไปด้านท้ายรถนะครับ



จากนั้นก็จะเห็นฝาหม้อกรอง ก็จัดการถอดน๊อตออกทั้ง 4 ตัวเลยครับ



ถอด ๆ ๆ 


เปิดฝามาก็เจอกรองอากาศเลย แน่นเปรี๊ยะ 



จากนั้นก็ล้วงมือไปบิดหางปลาออกมา แล้วดึงกรองออกมาได้เลย



ตัวกรองอากาศ จะมีโครงพลาสติกอยู่นะครับ  พอดึงออกมาจากหม้อกรองแล้วก็ ดึงตัวกรอง ออกจากโครงได้เลย



รูปโครงของกรองอากาศจากด้านใน



ถอดออกมาแล้ว เทียบกันดู ระหว่างกรองที่ใช้มาราว 10,000 กิโล กับการล้างครั้งล่าสุดที่ 4-5,000 พันกิโลที่แล้ว  



เบิกใหม่มาเปลี่ยนเลยครับ ราคาน่าคบหา



ใส่กลับ เข้ากับโครงพลาสติก



 จากนั้นก็ยัดกลับเข้าหม้อกรอง ปิดฝา ประกอบย้อนขั้นตอนเดิม

ไม่ยากเลยครับ ทำเองก็ได้ ไม่ต้องพึ่งช่าง อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าทำเองได้ ก็ทำเองเลยครับ รถเรา เรารัก เราใส่ใจกว่าช่างแน่นอน ผลเซ็งทุกครั้งที่เข้าศูนย์ นอกจากจะใส่น๊อตสลับตัวกัน ยังทำแหวน ทำน๊อตผมหายประจำ ถ้ารถหมดประกับ อะไรทำเองได้ก็ทำเองครับ คุณก็ทำได้




















หลอก O2 (โอทูเซนต์เซอร์) ระบบ 4 เส้น ของ Dtracker250 / KLX250

 รูปคัดลอกมาจาก  ขอบคุณต้นทางด้วยนะครับ  https://www.facebook.com/groups/KawasakiThailand/posts/1625219057543556/ เนื่องจากค้นหายากเหลือเกิน...