แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ duke200 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ duke200 แสดงบทความทั้งหมด

19 สิงหาคม 2556

Duke 390 มันจะมามั๊ย

หลังจากปี 2010 เป็นต้นมา ktm ได้เปิดตัวคู่หู แฝดเหมือน duke 125 และ duke200 ซึ่งบอกได้เลยว่า แทบจะเหมือนกันแป๊ะ แน่นอนว่า ใช้เฟรมตัวเดียวกัน เครื่องบล๊อกเดียวกัน(แต่ลูกสูบกับช่วงชักคนละตัว รวมทั้งอัตราทดต่างกันนิดหน่อย) ดูผ่าน ๆ แทบแยกไม่ออก ทั้งนี้ก็เพื่อบุกตลาดต่าง ๆ กัน โดย 125 เน้นในยุโรป สำหรับมือใหม่ที่มีใบขับขี่ขั้นแรก (ยุโรปอนุญาติให้ไม่เกิน 125 ซีซี) และตัว 200 บุกเน้นตลาดเอเชียแต่ยุโรปก็มีขายนะจ๊ะ แน่นอนว่า ถ้าเอาตัว125 มาเอเชีย รับรองดับสนิด เพราะแถบเอเชีย(ยกเว้นญี่ปุ่น) ยังไม่มีการบังคับระดับใบขับขี่ เรียกได้ว่า สอบทีเดียวขี่ได้ทุกซีซี

จากนั้นราว ๆ ปี 2011 ktm บ้านเราก็ได้นำเจ้า duke 200 มาขายด้วยเช่นกัน กับราคาที่เอื้อมได้ไม่ยาก(แม้จะสุดตัวสำหรับหลาย ๆ คน) โดยเปิดตัวที่ 222,000 บาท (ถ้าจำไม่ผิดนะ แต่ด้วยปัจจุบันโลกกว้างด้วยinternet เจ้าตัวนี้ขายอยู่ทีอินเดียซึ่งคิดเป็นเงินไทยแล้วอยู่ที่ 8x,xxx โอ้วต่างกันเกือบ 3 เท่า) ด้วยspec ที่มาเรียกได้ว่าจัดเต็มแบบไม่ให้เสียชือกับโช๊ค upsidedown หรือโช๊คหัวกลับ แฟรมเหล็กถัก และสวิงอาร์มอลูมิเนียม อัตราเร่งเรียกได้ว่า ปรี๊ดปร๊าด พอสมควร แต่ ๆ ๆ ก็มีเสียงบ่นตามมาบ้าง (จริง ๆ แล้วในเอเชีย รวมทั้งเพือน ๆ บ้านเรา) บ่นเหมือนกันหมดเลยว่า กำลังมันน้อยไปนิด

กลางปี 2013 ktm ประเทศไทย ได้ประกาศลงราคา duke200 เป็น 19x,xxx โอ้ว เร้าใจสำหรับคนที่รอ แต่ปวดใจสำหรับคนที่เพิ่งซื้อ พร้อมกับข่าวที่ทางยุโรปเปิดตัว duke390 ตัวที่ว่ากันว่า จัดเต็ม พร้อมลบข้อด้วยและเสียบ่นที่หลาย ๆ คนติในตัว 125 และ 200 แน่นอนว่าทาง เคทีเอ็ม ไทยแลนด์ นะจะลดราคาเพื่อระบายสินค้า ล๊อตสุดท้าย ก่อนเตรียมจะเปิดตัว เจ้า 390 แน่นอน ซึ่งราคาในอังกฤษ ขายกันอยู่ที่ ราว 4,500 ปอนด์ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยกลม ๆ ก็ราว 22x,xxx บาท แน่นอนว่า..มาไทยคราวนี้ ทางktm คงทำการบ้านเรื่องราคามาอย่างดี โดยส่วนตัวคิดว่า ราคาเปิดตัวในไทยราว 250,000-300,000 บาท ส่วนเนื่องจากข้อจำกัดทางมาตรฐานไอเสีย แรงม้านะจะลดลงนิดหน่อย มาบ้านเราอาจต้องจูนบางลง ม้าอาจหายไป 3-5 ตัว แต่ก็คงจะปรี๊ดปร๊าดน่าดู

duke125


duke200



duke390


มาดูกันดีกว่าว่า เจ้า 390 มีอะไรมาให้เราบ้าง แล้วถ้ามันมา จะคุ้มค่าการรอคอยมั๊ย

specification

เทียบให้เห็นกันรุ่นต่อรุ่นเลยระหว่าง duke 125, 200, 390
สังเกตุได้เลยว่า ทั้ง 3 ตัวจะมี ตัวถังเดียวกัน สวิงอาร์มเดียวกัน ล้อเดียวกัน และ สำหรับ 125 และ 200 เหมือนกันแป๊ะ (ไม่นับรายละเอียดปลีกย่อยของเครื่องยนต์นะครับ แต่ยังคงเป็นเครื่อง บล๊อกเดียวกัน) ต่างกันที่ ขนาดเบรคหน้าหลัง โดยตัว 200 จะมีจานดิสเบรคที่ใหญ่กว่า
ส่วนตัว 390 จะแตกต่างกันพอสมควร เนื่องจาก น้ำหนักเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้น กำลังที่เพิ่มขึ้น 2 เท่า แน่นอนว่า จากน้ำหนักที่ต้องแบกมากขึ้น สปริง และการsetup ช่วงล่างจะไม่เหมือนกับตัว 200 (แต่ 125 กัน 200 เหมือนกันแป๊ะ) ขนาดจานเบรค เหมือนกับตัว 200 แต่เปลี่ยนปั๊มหน้าเป็น Radial 4 pot ไว้สำหรับหยุดม้า 44 ตัว ตามด้วยยางที่เกรดสูงขึ้น ไม่ได้ใช้ MRF จากอินเดียแล้ว

สำหรับ duke390 ผมว่ามันน่าขี่มา โดยเฉพาะจากน้ำหนักตัวที่เบามาก พลิกโค้ง ควบคุมนี่น่าจะว่องไว ดีไม่ดีส่วนพวกตัวใหญ่ ๆ แบบสะบาย ๆ เอามันในโค้ง กับ 44 แรงม้า และน้ำหนักเพียง 140 กิโลกรัม ลงคิดดูว่า รถที่มีขายในบ้านเรา ที่มีแรงใกล้เคียงก็มี ninja300 กับ 38-39 แรงม้า กับน้ำหนัก 180 กิโล หรือจะไปเทียบกัน cbr500 ที่มี 46-47 แรงม้า กับน้ำหนัง 190 กิโล ผมว่าตีนต้นนี่ โดนเจ้า390 ส่วนกระจาย แต่ถ้าทางยาว ๆ ก็คงต้องยอมพวกสปร์อตไป เพราะตีนปลายสูงสุดตัวนี้อยู่ราว ๆ 160 บวกลบนิดหน่อย คงจะเทียบไม่ได้กันninja300 และ cbr500 แต่ออกทริปด้วยกันนี่ เข้าเขตเขาเมื่อไหร่..มันส์..แน่นอน

07 มิถุนายน 2555

ยางอินเดีย MRF เป็นไงหว่า

แล้วก็ถึงฤดูกาลที่เรา  ๆ ท่าน ๆ ชาวมอร์ไซด์ทั้งหลายแหล่ไม่ค่อยจะชอบกัน กับฤดูฝน....จริง ๆ แล้วมันเหมาะกับการนอนเฉย ๆ อยู่บ้านมากกว่า แต่ก็ทำไงได้ ไม่ใช่ลูกเศรษฐีก็ต้องทำมาหารับประทานกันไปตามหน้าที่การงานของแต่ละคน สำหรับบางคนที่มีทางเลือกเยอะ ช่วงนี้ก็ใช้สีล้อกันไป..มีหลังคา..ไม่เปียก ส่วนตัวกระผมเองก็มีทางเลือกเหมือนกัน แต่เป็น รถเบ็นส์6ล้อ(รถเมล์นั่นแหละ) กันเจ้าสองล้อคู่ใจ ยังไงก็ต้องเลือกเจ้า 2 ล้อ ถึงฝนจะดก ฟ้าจะร้องก็ไม่หวั่นอยู่แล้ว

ว่าไปแล้ววันก่อนฝนแรกเริ่มลง หลังจากฝนหยุดก็ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ขี่เจ้าสองล้อคู่กายไปโน่นมานี่ ตามประสาคนทำงานทั่วไป จังหวะนั้นขี่จำได้ว่าขี่ด้วยความเร็วซักประมาณ 4-50 ตามไมล์ติดรถ แล้วต้องการชลอรถ ด้วยถนนเป็นช่วงหลังฝนตกใหม่  ๆ กะพืนถนนช่วงนั้นดูด้วยตาแล้วมันเงางาม..เลยต้องต้องใช้ความระวังเป็นอย่างมากในการลดความเร็ว..เริ่มกดเบรกหน้าหลังเบา ๆ ปรากฎว่า..ล้อหลังล็อค..ลากยาวประมาณ 10 เมตรได้ แต่เป็นทางตรง เลยกดเบรคหน้า-หลังให้ให้เบาลงอีก แล้วลดเกียร์ช่วย ..หวิดไปแล้วมั้ยหละ..ลื่นจริง ๆ เอาเป็นว่าเพือน ๆ ขี่รถหน้าฝนก็ระวังกันให้มาก ๆ ก็แล้วกัน

กลับมาถึงบ้านเกิดอาการวิตกจริต ก้มไปดูที่ยาง ซึ่่งมีดอกเยอะอยู่พอสมควร ถ้าถนนแห้งก็พอขี่ได้ เอาเล็บจิกดู..มีน่าหละ..ว่าทำไมมันลืนมาก ๆ บอกเลยว่า..เนื้อยยางแข็กเป็ก รวมทั้งเริมแตกลายงาแล้วด้วย..เห้อ..เสียตังอีกแระงานเนียะ

 ภาพยางหน้าที่แตกลายงาครับ

 ยางหลังก็เช่นกัน แตกลายงาเหมือนกัน

วันผลิตของยางชุดเดิม เป็น 4209 คือ ผลิตสัปดาห์ที 42 ของปี 2009 ในหนึงปีมีประมาณ 52 สัปดาห์ และปัจจุบัน ต้นเดือนมิถุนายน2012 หักลบแล้วได้อายุยาง ก็ประมาณ 2 ปีครึ่งได้..ว่าแล้วทำไมยางมันแข็ง..เล็บจิกไม่ลงเลย จริง ๆ แล้ว(ฟังเค้ามา) ยางมอร์ไซด์อย่างเรา ๆ โดยทั่วไป 2 ปีควรเปลี่ยน หรือเปลี่ยนก่อนก็ได้ถ้าดอกสึกหรอหมดแล้ว..อยู่ที่การใช้งานของแต่ละคน..และรอบที่เหมาะที่สุดในการเปลี่ยนยางคือช่วงต้นปี..คือกุมภาพันธ์-เมษายน เพราะอันดับแรกคือเราจะได้ใช้ยางใหม่ที่สภาพสมบูรณ์ตอนช่วงหน้าฝนไง อีกอย่าง สำหรับยางที่ต้องนำเข้า ล็อตหลัก ๆ ก็เข้ามาช่วงตันปี เพราะสิ้นปีจะมีการเช็คสต็อค รวมถึงผู้ค้ามันจะรอปีของยางให้เป็นปีผลิตปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ในการเก็บไว้ขายได้นานขึ้น ยกตัวอย่าง เลขผลิต 5211 กัน 0212 จริง ๆ แล้วระยะเวลาผลิตห่างกันแค่ 3 สัปดาห์..แต่ตัวเลขปีมันมีผลต่อความรู้สึกมากกว่า...บางคนอาจไม่รู้สึก..แต่ผมจะรู้สึกดีกว่าถ้าตอนซื้อได้ยางปีปัจจุบัน..^&^!




หลังจากตัดสินใจเปลี่ยนยาง..และเตรียมใจกะยางเกรดดีหน่อย เลยเริ่มหาข้อมูลว่ายางอะไรดีน้าาา..พอดีไปเจอยางติดรถเจ้า Duke200 ถอดขาย ใช้ไปประมาณ 4-500 กิโล เรียกได้ว่าใหม่กริ๊ปกันเลยทีเดียว เป็นยาง MRF รุ่น REVZ-C ขนาด 110/70ล้อหน้า และ 150/60ล้อหลัง ก็คิดในใจว่า..มันจะดีมั้ยน้า..คิดอยู่สองสามวันตัดสินใจไม่เอาดีกว่า..ยางอินเดีย ยี่ห้อแปลก เวลาผ่านไปสองสามวัน เหมือนฟ้ามาโปรด เพื่อนสุดเลิฟขี่เจ้า Duke200 เดิม ๆ มาหาที่บ้าน เลยได้เทสยาง เปรียบเทียบกันยางที่ใส่อยู่ปัจจุบัน(dunlop gt501) แล้วเทียบกับความรู้สึกของยางเดิม ๆ ตอนติดรถมา(นานแล้ว..แต่..พอจำได้) แล้วได้เทียบกับยางที่เพื่อนใส่อีกคันนึ่ง(dunlop alphar-12) บอกได้เลยว่า ดีกว่ายางที่ใส่อยู่(dunlop gt501) ดีกว่ายางเดิม ๆ ติดรถ(irc) แต่ด้อยกว่ายาง dunlop alphar-12 อยู่นิดหน่อย รุ้สึกเนื้อยางกระด้างกว่านิดหน่อย..แต่นิ๊ดดดหน่อยจริง ๆ กับราคาที่ถอดขายมันยั่วใจจริง  ๆ..เลยจัดมาซะ กับ MRF REVZ-C on dtracker250

สำหรับคนที่นึกภาพไม่ออก dunlop gt 501

dunlop alphar-12


 ได้ยางมาแล้วก็ถอดล้อเลย


ขนไปให้ร้านใส่ให้


 ล้อหน้า

 ล้อหลัง

สองล้อ..อวบอิ่ม..เต็มวง..พอดีซู้ม ดูสปอร์ตขึ้นดี..สมกับเป็น motard

สรุปง่าย  ๆกับยางอินเดีย MRF ที่ติดรถเจ้า Duke200 ถือว่าโอเคเลยสำหรับยางถอดรถขายกันที่ไม่เกิน 3,000 กับขนาด 110/70  และ 150/60 คุ้มราคาค่าตัวจริง ๆ เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนงบน้อยนะครับ..แต่ถ้าเป็นของใหม่ราคา เกิน 5,000 ผมคนไป อัลฟ่า 12 ดีกว่าเนื่องจากเพิ่มอีกนิดเดียวเอง ของดีราคาเหมาะสมก็มีนะครับ..อยู่ที่เราเลือก..แต่ถ้าใครเงินถุงเงินถึงก็จัดตะเกียบหักไปเลยก็ได้..ไม่ว่ากัน..แต่สำหรับผมแล้ว..แค่นี้ก็รองรับการใช้งานพร้อมที่จะผ่านหน้าฝนไปได้อีกซักสองปี....

update
ยางเส้นนี้เปลี่ยนช่วงเดือนกรกฏา 2012 ณ.วันนี้เดือน กรกฏา 2013 ตอนนี้ใช้ยางชุดนี้มาปีนึงพอดี ประมาณ 20,000 กิโล ดอกยางยังไม่หมด แต่เนื้อเริ่มแข็งที่ประมาณ 7-8 เดือน และตอนครบปี ก็เริ่มแตกลายงาแล้ว สรุปว่า..ยางรุ่นนี้การใช้งานดีที่สุดน่าจะอยู่ราว ๆ ปีนึง ถ้าเกินนี้ก็เนื้อแข็งไม่เกาะเท่าที่ควร ตอนนนี้ก็รอเวลาอีกนิดกะลังจะเปลี่ยนยางไปลองรุ่นอื่น ๆ บ้าง แล้วจะมาเล่าให้ฟังในคราวต่อไปนะครับ

โช้ค แบรนด์ทางเลือก ดีมั๊ย

โช้ค แบรนด์ทางเลือก ดีมั๊ย ในที่นี้หมายถึง  โช้คแบรนด์แปลก ๆ ที่เราไม่ค่อยคุ้นหู และสังเกตุได้ว่า  รูปแบบโช้ค และหน้าตา จะเหมือน ๆ กัน ในหลา...