22 พฤศจิกายน 2556

น้ำมันเครื่อง เอายังไงดี

มีการถกเถียงกันในวงกว้างว่า นำมันเครื่องสำหรับรถมอร์ไซด์คันเก่ง เราจะดูยังไง เลือกยังไง ซึ่งก็แน่นอนว่าน้ำมันเครื่องเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่ทำให้เราวางใจได้ว่าจะปกป้องเครื่องยนต์ของเราให้อยู่กับเราตราบนานเท่านาน
แต่ส่งที่ได้ยินกันบ่อยที่สุดคือ ใช้อันนั้นดี อันนี้ดัง อันโน้นของนอก ของแพงกว่าย่อมดีกว่า ฯลฯ อีกมากมาย โดยหลาย ๆ ครั้ง หลาย  ๆ คน แค่ฟังเค้ามาโดยยังไม่เข้าใจเลยว่า ดูน้ำมันเครืองยังไง มารู้จักมาตรฐานที่เราจำเป็นต้องรู้ และค่ายผู้ผลิตต่าง ๆ นิยมใช้กัน




SAE - Society of Automotive Engineers -สมาคมวิศวกรยานยนต์ของอเมริกา
กำหนดแบ่งเกรดมาตรฐาน"ความหนืด"ของน้ำมันเครือง ที่คุ้นตากันก็เป็น SAE 30, SAE 40, SAE 50 จำง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก เลขน้อยกว่าก็หนืดน้อยกว่า แต่ผู้ผลิตจักรยานต์ยนต์ส่วนใหญ่ในบ้านเราแนะนำ SAE 40 นะจ๊ะ ส่วนใครจะเลือกหนืดมากกว่า หรือน้อยกว่า ก็แล้วแต่เลย 
อ้าววว แล้วพวก SAE 10w-40, SAE 15w-50 หล่ะ มันเป็นไง จำง่าย ๆ อีกเหมือนกันว่า ตัว"W" ย่อมาจาก winter ซึ่งแปลว่า ฤดูหนาว ดังนั้น 10w-40 จึงหมายถึง เวลาอากาศหนาว(มาก ๆ ที่อุณภูมิ ลบ10 องศาขึ้นไป ซึ่งบ้านเราแทบไม่ต้องสนใจตัวหน้า) น้ำมันเครื่องจะรักษาความหนืดไว้ที SEA 10  ส่วนตัวหลัง 40 ก็วันที่อุณหภูมิราว 100 องศาเซลเซียส ก็ได้ความหนืด SEA 40 นั่นแหละ ดังนั้นบ้านเราไม่ต้องคิดมาก ดูแค่ตัวหลังก็น่าจะพอ ไปอ่านเพิ่มเติมที่ http://www.sae.org/automotive/




API - American Petroleum Institute - สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน
ได้แบ่งมาตรฐานน้ำมันเครื่องตามมาตรฐานการปกป้อง การลดการสึกหรอเมื่อเกิดแรงกด การทนความร้อน และอื่น ๆ อีกมากมาย ไปอ่านเพิ่มเติมที่ http://www.api.org/

ได้กำหนดมาตรฐานตั้งแต่ API SA, SB ,SC, SD, SE, SF, SG, SH, SJ, SL, SM, SN ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันปี2014 มาตรฐานสูงสุดอยู่ที่ API SN แน่นอนว่า มารตฐานยิ่งสูงก็ยิ่งดีกว่า



JASO - Japanese Automotive Standards Organization - องศ์การมาตรฐานยานยนต์ญี่ปุ่น
มีหลายตัว แต่ตัวหลัก ๆ ที่เราควรรู้ และที่คุ้นตากันก็มี JASO-MA และ JASO-MB  เข้าใจง่าย ๆ เลยคือ MA สำหรับรถคลัชที่แช่อยู่ในน้ำมันเครื่อง อย่างรถมอร์ไซด์ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ใช้กันอยู่นี่แหละ หรืออีกนัยหนึ่งคือ รับรองว่าคลัชไม่ลื่น  และ MB สำหรับรถคลัชแห้ง ไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.jsae.or.jp/e07pub/jaso_e.html


มีคำถามต่ออีกว่า แล้วน้ำมัน เซมิ-ซินเทติก(semi-synthetic) และ ฟูล-ซินเทติก(fully-synthetic) หละ เป็นไง ?

เข้าใจง่าย ๆ เลยครับ เซมิ ก็แปลว่าครึ่ง ๆ ซึ่งน้ำมันเครื่องแบบ semi-synthetic ก็คือ น้ำมันเครื่องที่มีพื้นฐานจากน้ำมันปิโตรเลียมปกตินี่และ แต่ได้ปรุ่งแต่ง ใส่สารปกป้องต่าง ๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพให้ปกป้องดียิ่งหขึ้น
ส่วน fully-synthetic ก็คือน้ำมันเครื่องที่สังเคราะห์ 100%  ซึ่งก็แล้วแต่สูตรแล้วแต่ยีห้อ ว่าเพิ่มเติมอะไรลงไปบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าแบบ semi ถึง 1.5หรือ 2 เท่าเลยทีเดียว เช่น เซมิโดยทั่วไปอาจคงคุณภาพได้ที 3-5,000 km แต่ฟูล จะรักษาคุณภาพได้ที่ 5-8000 กิโลเลย แต่บางผู้ผลิตก็แคลมอายุการใช้งานถึง 10,000 เลยนะ

แล้วอะไรดีกว่า?

กลับเข้ามาคำถามเดิม ถ้าได้อ่านตั้งแต่ต้นก็คงจะพอรู้แล้วกว่า อะไรดีกว่าไม่ได้ดูที่ semi หรือ fully อย่างเดียว หลัก ๆ เลย อันดับแรกดูที่ api ก่อนเลย ถ้าเซมิ ได้ api sm แต่ fully ได้ api sl ไม่ต้องคิดมากเลย sm ย่อมดีกว่า แต่เนื่องจากตัว น้ำมันเครื่องเซมิ ที่เป็น api sm จะอายุการใช้งาน หรือการรักษาคุณภาพได้ประมาณ 3-5,000 กิโล ดังนั้นในช่วง 3-5,000 กิโลเมตรแรก ตัวเซมิจะดีกว่า หลังจากนั้น ตัวfully ที่เป็น api sl ก็จะดีกว่า เพราะสามารถรักษาคุณสมบัติของน้ำมันเครื่องระดับslได้นานกว่า (แต่ยังไงก็แค่api sl นะจ๊ะ) ทีนี้ก็อยู่ที่เราแล้ว ว่าจะเลือกอะไร คงต้องดูราคา และอื่น ๆ ประกอบด้วย อาจจะเลือก เซมิ +api sm แต่เปลี่ยนบ่อยหน่อย หรือเลือก fully sl ระยะเปลี่ยนก็นานหน่อย แต่ถ้าเลือกได้ก็จัด fully ที่เป็น sm, sn ไปเลย จะได้ไม่มีข้อกังขา แต่เท่าที่เจอปัจจุบัน น้ำมันเครื่องสำหรับมอร์ไซด์ ที่เป็น fully จะได้มารตฐานแค่ sl กันเป็นส่วนใหญ่ อันนี้ก็เลือกกนเองเลยตามความสบายใจแล้วกัน

น้ำมันเครื่องรถยนต์มาใช้กับมอร์ไซด์ คลัชจะลื่นมั๊ย?

เนื่องจากน้ำมันเครื่องรถยนต์มีตัวเลือกมากมาย ทั้ง api sm, api sn ราคาถูกกว่าด้วยนะเออ แน่นอนว่าสูงกว่าของมอร์ไซด์ แต่สำหรับคลัช อันนี้มีทั้งลื่น และไม่ลืน ซึ่งหลาย ๆ รุ่น,ยีห้อ ที่ขายกันอยู่ ก็ไม่ได้เอาน้ำมันเครื่องของตัวเองไปรับรองมาตรฐาน jaso ma กันซักเทาไหร่ เพราะเน้นขายรถยนต์ ซึงเป็นคลัชแห้งอยู่แล้ว ก็เลยไม่จำเป็น แต่เท่าที่เจอมา ส่วนใหญ่ใช้ได้ ไม่ลืน แต่ต้องเลือกนิดนึง เอาที่ไม่มีเครื่องหมาย api energy conserving เป็นพอ


ENERGY CONSERVING เป็นน้ำมันเครื่องคุณภาพพิเศษ ประหยัดพลังงาน ซึ่งก็คือใส่สารต่าง ๆ ให้ลื่นกว่าปกติ เพื่อการประหยัดน้ำมัน และอาจทำให้คลัชมอร์ไซด์ขอเราลื่นได้

มอร์ไซด์รอบการทำงานสูงกว่ารถยนต์ ใช้น้ำมันเครื่องสำหรับมอไซด์น่าจะดีกว่า?

ขอเสนอมุมมองในสิ่งที่หลาย ๆ คนมองข้าม รถจักรยานยนต์ โดยทั่วไป รอบงานเยอะกว่ารถยนต์ก็จริงครับ แต่ ช่วงชักมักจะน้อยกว่า หรือระยะทางน้อยกว่า และเมื่อเอาไปคิดเป็นความเร็วลูกสูบ กลับพอ ๆ กันเลย เช่น
เอาแบบรอบจัดสุด ๆ เลย นะครับ นินจา 300 ช่วงชักอยู่ที่ 49mm กับ รอบที่ได้แรงม้าสูงสุด ที่ 11,000 รอบ ต่อนาที เอามาเทียบกับ รถยนต์กลาง ๆ ในที่นี้ เอาเป็น civic 1.8 ซึ่งมีช่วงชัก 87mm และรอบที่ได้แรงม้างสูงสุดอยู่ที่ 6,500 รอบต่อนาที
เพื่อความเข้าใจง่าย ใน 1 นาที กับรอบที่ได้กำลังมาสุดของ ninja300 ลูกสูบจะเคลื่อนที่ได้ระยะทาง 539,000 มิลลิเมตร และ civic 1.8 ลูกสูบจะเคลื่อนที่ได้ระยะทาง 565,500 มิลลิเมตร
เห็นได้ว่า ต่างกันไม่มาก ซึ่งในระยะเวลาเท่ากัน การเคลื่อนที่ของลูกสูบได้ระยะทางพอ ๆ กัน(civic1.8 มากกว่านิดหน่อย) ก็แสดงว่า ความเร็วของลูกสูบ น่าจะพอ  ๆ กัน

สำหรับการสึกหรอของเครื่องยนต์ นอกจากจะดูที่รอบแล้ว ยังต้องดูความเร็วของลูกสูบเป็นสำคัญด้วย ลองคิดง่าย ๆ ว่าถ้าเราเดินไปที่ ๆ นึงแบบเรื่อย ๆ ช้า ๆ เราจะเหนือยน้อยกว่า แบบวิ่งไป ซึ่งถ้าเป็นเครืองยนต์ก็คงไม่ต่างกัน การเคลื่อนของลูกสูบ ที่ที่ความเร็วสูงมาก ๆ น่าจะสึกหรอ และรับความเครียด มากกว่าการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ

ถ้านำความเร็วของลูกสูบมาคิด ก็ตอบได้เลยว่า รถมอร์ไซด์รอบจัด ๆ กันรถยนต์ การศึกหรอไม่น่าต่างกันมาก และนำมันเครื่องก็น่าจะอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ของมอร์ไซด์ไม่ได้ดีกว่า โดยส่วนตัว ของรถยนต์น่าจะดีกว่าด้วยซ้ำ

สุดท้ายจะเลือกอะไร ใช้ยีห้อไหน ก็เลือกกันตามสะดวก ตามเงินในกระเป๋าของแต่ละท่าน ก็แล้วกัน อย่าไปเถียงกันให้เหนื่อยแบบไม่จบเลย รถเรา เราเลือก เราจ่าย ขอให้สนุกปลอดภัยกับการขี่มอร์ไซด์นะครับ

19 พฤศจิกายน 2556

เปลี่ยนหลอดไฟท้าย wave 125x

หลังจากมาสังเกตุได้ว่า ไฟท้ายรถคันเก่งที่ใช้งานอยู่ประจำไม่ติด จึงได้เวลาหาซื้อมาเปลี่ยน แต่เด่วนี้ผู้ผลิตใส่ใจการออกแบบกันเกินไป แค่เปลี่ยนไปท้าย ทำไมมันยางเย็นขนาดนี้ ถ้าเป็นสมัยก่อน พวกดรีม หรือ nova รุ่นต่าง ๆ ขันสกรูแค่ 2 ตัวก็ถอดฝาครอบและเปลี่ยนไฟท้ายได้แล้ว เล่นเอาเหนื่อยเลย กันการเปลี่ยนไฟท้าย

เริ่มกันเลยดีกว่า

 เปิดเบาะ แล้วก็ถอดมือจับหลังออกก่อนเป็นอันดับแรก


 ถอด ๆ ๆ


 แล้วก็ถอดน๊อตตรงแฟริ่งด้านข้าง ทั้งสองข้างออกครับ


 ด้านล่างอีกตัวนึง มีทั้งสองข้างนะครับ


 อันนี้งมอยู่นาน มันจะมีเขียวล๊อคอยู่ครับ เอาไขควงแบนแหย่เข้าไป แล้วงัดเบา ๆ ก็หลุดออกมาเลยครับ ค่อย ๆ นะครับ เด่วเขี้ยวหัก


 นี่ไงครับ ลักษณะ เป็นเขี้ยวแบบนี้


 รูปน๊อตเกลี่ยวปล่อย 2 ตัว ที่แรกทำงง ถอดสองตัวนี้แล้ว แต่เปิดฝาครอบไฟท้ายไม่ได้ ^^!


 ถอด ๆ


 เมื่อเราถอดสกรูเกลียวปล่อย 2 ตัวด้านล่างของไฟท้ายแล้ว มันดึงฝาครอบไฟท้ายไม่ออก เพราะจะมีเขี้ยวด้านบน ซึ่งซ่อนอยู่ใต้แฟริ่งท้าย ถ้าเรามองเห็น หรือรู้ว่ามีเขี้ยวตรงนี้ ก็ใช้ไขควงแบบแหย่เข้าไปได้เลย ไม่ต้องรื้อชุดใหญ่แบบผม


 ลักษณะเขี้ยว อีกมุม


 เมื่อเปิดฝาครอบนอกออกแล้ว ก็เปิดฝาครอบในออกได้เลย


 ขันน๊อตออก แล้วดึงออกมาได้เลย


จากนั้นก็ถอดหลอดไฟท้ายเดิมออก แล้วเอาของใหม่ใส่เข้าไปได้เลย จากนั้นก็ประกอบกลับตามขั้นตอนเดิม

แค่เปลี่ยนไฟท้าย เล่นเอาเหงื่อตก แต่คราวหน้า รู้ตำแหน่งของเขี้ยวล๊อกแล้ว ต่อไปก็แต่ขันน๊อตออก แล้วก็ไขควงงัดออก ได้เลย ไม่ต้องรื้อยกชุด แต่คงอีกนานกว่าจะต้องเปลียนใหม่อีกที ถึงตอนนั้นอาจลืมไปแล้ว แล้วอาจจะถอดรื้อชุดใหญ่อีกก็เป็นได้ ^^!

16 ตุลาคม 2556

คำนวณซีซี

คงจะยุ่งยากกันมากสำหรับหลาย ๆ คนที่จะต้องมานั่นคำนวณความจุกระบอกสูบ ว่าใส่ลูกเท่าไหร่ จะได้CC เท่าไหร่  ก็เลยมีวิธีง่าย ๆ มาฝากันเลย กับตารางคำนวณซีซี แค่ใส่ขนาดกระบอกสูบเข้าไปว่ากี่มิลลิเมตร ตามด้วย ระยะของช่วงชัก เราก็สามารถคำนวณกระบอกสูบกันได้ง่าย ๆ โดยจะมีการคำนวณผ่านเวปให้เสร็จเลย ไม่ต้องคิดเองให้เสียเวลา

มาดูวิธีใช้กัน CC-Calculators ดีกว่า
ขั้นแรก ในช่อง Piston size ใส่ขนาดของลูกสูบ (มิลลิเมตร)
ขั้นที่สอง ในช่อง Stroke ก็ใส่ระยะของช่วงชักลงไป (มิลลิเมตร)
สุดท้ายก็ กดคำนวณที่ปุ่ม Calculate ได้เลย




เบื้องต้นอาจคิดไม่ออกว่าจะเริ่มคำนวณยังไง ก็เลยเอา spec เดิม ๆ โรงงานของแต่ละรุ่นเท่าที่หาได้มาฝากกัน
เวฟ125   -กระบอกสูบ 52.4 mm. : ช่วงชัก 57.5 mm.
เวฟ110   -กระบอกสูบ 50 mm. : ช่วงชัก 55.6 mm.
มีโอ125   -กระบอกสูบ 52.4 mm. : ช่วงชัก 57.5 mm.
มีโอ115   -กระบอกสูบ 50 mm. : ช่วงชัก 57.5 mm.
ฟีโน่        -กระบอกสูบ 50 mm. : ช่วงชัก 57.5 mm.
คลิก125   -กระบอกสูบ 52.4 mm. : ช่วงชัก 57.5 mm.
คลิก110   -กระบอกสูบ 50 mm. : ช่วงชัก 55 mm.
CBR150  -กระบอกสูบ 63.5 mm. : ช่วงชัก 47.2 mm.
โซนิก125 -กระบอกสูบ 58 mm. : ช่วงชัก 47.2 mm.
zoomer-x   -กระบอกสูบ 50 mm. : ช่วงชัก 55 mm.
msx         -กระบอกสูบ 52.4 mm. : ช่วงชัก 57.5 mm.
ksr         -กระบอกสูบ 53 mm. : ช่วงชัก 50.6 mm.
คาเซ่       -กระบอกสูบ 56 mm. : ช่วงชัก 50.6 mm.
boss175   -กระบอกสูบ 65 mm. : ช่วงชัก 52.4 mm.



18 กันยายน 2556

ความเร็วจริง gps suzuki shogun axelo125i

หลังจากได้ยินชาวมอร์ไซด์ ชอบมาพูดกันว่า รถรุ่นนี้ รุ่นนั้น วิ่งได้เท่านั้น เท่านี้ ซึ่งมีความสงสัยว่า..ทำไม บางรุ่น ที่ ซีซี เท่ากัน เทคโนโลยี spec เครื่อง พอ ๆ กัน แต่วิ่งได้ต่างกันแบบ ฟ้ากะเหว ถึงไม่ได้ต่างกันมากขนาด  20-30 km/h ก็ต่างกันอย่างน้อย ๆ 10-15 เช่น
รถจ่ายตลาด สูบนอน 125 ซีซี 4 เกียร์ อย่าง เวฟ125 ซูaxelo125 วิ่งได้ 115-120 ตามไมล์ติดรถ แต่บางรุ่นสูงตั้ง จัดเต็ม5 เกียร์ อย่าง Dtracker 125 วิ่งได้ตามไมล์ประมาณ 100 เอ้ย..ทำไมมันต่างกันขนาดนั้นหว่า

แน่นอนว่า..แต่ละรุ่น ทางผู้ผลิตทำมาตรวัดความเร็วมาเพี้ยนจากความเร็วจริง ไม่เท่ากัน อาจเอาตัวเลขเยอะ ๆ ไว้ข่ม ไว้คุย ว่ารถตัวเองแรงกว่า หรือด้วยสาเหตุอื่น ๆ ความเร็วที่ได้เหล่านั้นจึงเป็นเพียง ความเร็วตามไมล์ติดรถ

ดังนั้น..ถ้ามีโอกาสได้จับรุ่นได้ หรือหายืมรุ่นไหนได้ ก็จะมาทำข้อมูลให้ดูว่า แต่ละรุ่นมีความเร็วเทียบกับ gps เท่าไหร่ โดย รุ่นใดที่ทำความเร็วตามไมล์ได้เกิน 100 ก็จะวันที่ 100 แต่ถ้ามีรุ่นได้ที่ทำความเร็วตามไมล์ติดรถได้ไม่ถึง ก็ดูตามความเหมาะสมอีกทีนะครับ ว่าจะวัดที่ เท่าไหร่ อาจเป็น 80 หรือน้อยกว่า แล้วเทียบกับ ความเร็วgps โดยวัดผ่าน app ชือ  Ulysse Speedometer เป็นมาตรฐาน ซึ่งมีความเพี้ยนไม่เกิน 3 % นะครับ จะได้รู้กันว่า แต่ละรุ่นมีความเร็วแบบลวงโลก หรือเพียนจากความเร็วจริง ๆ มากน้อยต่างกันยังไง



suzuki shogun axelo 125 fi หัวฉีด ผลที่ได้



ดูจากคลิปได้....ที่ความเร็ว 100 ตามไมล์ติดรถ แต่เจ้าapp แสดงออกมาได้ 85 ...โอ้ว



แล้วอีกคลิป(ไม่ได้ถ่ายเองนะครับ อันนี้หามาจากyoutube ) เป็นความเร็วสูงสุดของเจ้าaxelo125i ตัวนี้ ซึ่งได้ได้ตามไมล์ประมาณ 115-120 แสดงว่า..ทีความเร็วตามไมล์ 120 ความเร็วจริงที่ได้ก็ประมาณ 100-105 แค่นั้นเอง ^^!

สำหรับความเร็วจริงรุ่นอืน ๆ  ที่ได้ทำการเก็บข้อมูล ตามlink ไปเลยครับ ความเร็วจริงของรถจักรยานยนต์


29 สิงหาคม 2556

Suzuki Shooter 115 Fi

เปิดตัว All New Suzuki Shooter 115 Fi ใหม่!!!



ซูซูกิ ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์คุณภาพระดับโลก คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมอันชาญฉลาดที่ประหยัด คุ้มค่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์อีโค่รายแรกของเมืองไทย กับการเปิดตัวสุด Shoot…t แบบไม่มีเอ้าส์ ของ All New Suzuki Shooter 115 Fi ใหม่!!! (ซูซูกิ ชู้ตเตอร์)รถจักรยานยนต์ครอบครัวอีโค่ คันแรกของเมืองไทย... พร้อมก้าวไปอีกขั้นกับเทคโนโลยีหัวฉีด ที่ตอบสนองความประหยัด Shoot…t ทุกความแรง และดีไซน์รูปลักษณ์ได้อย่างลงตัวในทุกอณู
 ใหม่!!! ซูซูกิ ชู้ตเตอร์ ประหยัด...แรง...แซงที่ 1 จากเอกลักษณ์ของซูซูกิ Big Bike ระดับโลก สู่แรงบันดาลใจในการสร้าง Suzuki Shooter 115 Fi ให้โดดเด่นด้วยรูปทรงสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ก้าวล้ำทุกมุมมอง ให้ความรู้สึกเสมือนขับขี่รถจักรยานยนต์ ซูซูกิ GSX-R ซีรีย์ เท่ สะดุดตาด้วยเส้นสายและลวดลายกราฟฟิกสะท้อนความสปอร์ตแบบถึงใจ ให้คุณ Shoot…t ตั้งแต่หัวจรดท้าย ด้วยไฟเลี้ยวด้านหน้าซ้ายขวาที่ออกแบบไว้ตรงบังลมด้านหน้า พร้อมช่องดักอากาศ ให้ความรู้สึกเหมือนกับรถจักรยานยนต์รุ่นพี่อย่าง ซูซูกิ ฮายาบูสะ

แรงที่ 1
                 Suzuki Shooter 115 Fi รถจักรยานยนต์ครอบครัวอีโค่ คันแรกของเมืองไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 จังหวะขนาด 113 ซีซี ด้วยเครื่องยนต์ LEaP Technology แบบหัวฉีด ที่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึง 62 กม./ลิตร* ซูซูกิยังออกแบบระบบไอดีและไอเสียใหม่ เพื่อลดแรงเสียดทานของไอดีขณะเข้าสู่ห้องเผาไหม้ และคายไอเสียได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เสริมสุดยอดความประหยัดในทุกรอบความเร็ว คุ้มค่า ตอบสนองอัตราเร่งทันใจ ด้วยหัวฉีด Fi อัจฉริยะ ที่ออกแบบตำแหน่งติดตั้งให้ใกล้ห้องเผาไหม้ที่สุด ทำให้เครื่องยนต์ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การเผาไหม้เชื้อเพลิงสมบูรณ์ สตาร์ทติดง่ายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผ่านมาตรฐานค่าไอเสียระดับ 6 รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E20 อีกด้วย ซึ่งมาพร้อมกับกล่องสมองกลอัจฉริยะ ECM ที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ติดตั้งที่เครื่องยนต์ ช่วยประเมินผลการจ่ายปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังหัวฉีด Fi ในปริมาณที่เหมาะสม

ประหยัดที่ 1
             เที่ยงตรง แม่นยำในทุกรอบความเร็ว เพื่อตอบสนองทุกอารมณ์ของการขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนอกจากนั้น Suzuki Shooter 115 Fi มาพร้อมไฟหน้าแบบมัลติรีเฟลกเตอร์สุดล้ำสวย เด่น ชัด เคลียร์ทุกเส้นทาง แผงหน้าปัดและเรือนไมล์ชัดอ่านง่าย พร้อมมาตรวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง และไฟสัญญาณเตือน Fi เท่สุดด้วยฝาครอบบังลมหน้าด้านหลังสุดเดิร์น

คล่องตัวที่ 1
             เสริมความเฉี่ยวด้วยบังโคลนหน้าสุด Shoot…t ออกแบบได้รูปทรง เพรียวบาง เสริมความปลอดภัยด้วยดิสก์เบรกหน้าสั่งหยุดได้ดั่งใจ ดีไซน์ด้านหลังสไตล์ Shoot…t เสริมหล่อด้วยบาร์ท้ายรูปทรงสปอร์ต มาพร้อมไฟเบรกหลังส่องสว่างชัด มั่นใจหายห่วงเสริมความมั่นใจเป็น 2 เท่ากับกุญแจนิรภัย 2 ชั้น ไร้กังวล มั่นใจแบบสุดๆ ครั้งนี้จุใจไปกับกล่องเก็บของใต้เบาะ จุได้แบบเต็มแมกซ์ เก็บหมวกกันน็อคได้ทั้งใบสมใจผู้ขับขี่
*ผ่านมาตรฐานการทดสอบ ECE-40MODE โดยวิศวกร ซูซูกิ

           Suzuki Shooter 115 Fi มาพร้อมสีสันโดนใจ Shoot…t สุดๆ ด้วยสีโมโนโทน 4 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน (YUJ), สีดำ (YNR), สีขาว (YUH) และสีแดง (YTB) และอัพระดับความเท่แบบเต็ม Shoot…t ด้วยสีทูโทน สีเขียว-ขาว (AFR) ดิสก์เบรก สตาร์ทเท้า และสีชมพู-ขาว (HVZ) ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ มีให้เลือกทั้งรุ่นดรัมเบรก โดยลูกค้าทุกท่านสามารถพบกับ Suzuki Shooter 115 Fi ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

 ไฟหน้าเท่ กล้า Shoot ก็กล้าชัด
จัดมาเต็มไฟหน้าขนาดใหญ่ สวยเด่นชัดใส เห็นได้ระยะไกลทุกทาง


 ฝาครอบบังลมหน้าด้างหลังเท่ ๆ ต้อง Shoot
เสริมความเท่ ทน ให้ตัวรถ ด้วยออฟชั่นใหม่ ฝาครอบบังลมหน้าหลังเท่ ๆ สีเดียวกับตัวรถ


 ไฟเบรกหลัง สว่างชัด Shoot เข้าตา
ดีไซน์ลงตัว ส่องสว่างชัดเจน ขี่ที่ไหนก็ปลอดภัย มั่นใจได้



ดิสก์เบรกหน้า Shoot ทางไหนก็มั่นใจ
ดิสก์เบรกหน้าที่ให้ความปลอดภัยทุกเส้นทาง หยุดได้มั่นใจนักบิดทุกคน (เฉพาะรุ่น FV115JB-l / LB-L)


แผงหน้าปัดใหม่ Shoot อีก ก็วัดได้อีก
ออกแบบแผงหน้าปัดที่ชัดเจน ตัวเลขใหญ่ อ่านง่าย ทั้งมาตรวัดความเร็ว และมาตรวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมไฟสัญญาณเตือน fi

กุญแจนิรภัย / ชั้น Shoot ในความปลอดภัย
ไปไหนก็มั่นใจได้เสมอ ด้วยระบบล็อค 2 ชั้น แบบแม่เหล็ก สบายใจ ไม่ต้องกังวล (เฉพาะรุ่น FV115JB-l / LB-L)


กล่องเก็บของใต้เบาะใหญ่ Shoot เลย
กล่องเก็บของอเนกประสงค์ใต้เบาะจุเต็มแม็ก ใส่กันเป็นชุดยังได้


ครั้งแรกของมอเตอร์ไซด์ ECO ครอบครัวที่ใช้เครื่องยนต์ที่สุดประหยัดด้วย
LEaP Technology (Light Efficient and Powerful) ที่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงที่สุดถึง 62 กิโลเมตรต่อลิตร

หัวฉีด Fi อัจฉริยะ
สุดยอดความประหยัด ด้วยการติดตั้งตำแหน่งหัวฉีดใหม่ให้ใกล้ห้องเผาไหม้ที่สุด ทำให้เผาไหม้เชื้อเพลิงอย่างสงบูรณ์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผ่านมาตรฐานค่าไอเสียระดับ 6 รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E20 อีกด้วย


LEaP Technology
L-Light : เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา เพื่อลดการสูญเสียพลังงานเชิงกล และการลดแรงเสียดทาน แต่ยังคงความแข็งแรง ทนทานตลอดการใช้งาน

E-Efficient : ดีไซน์ระบบการส่งกำลังขับเคลื่อนเกียร์วน 4 ระดับ (Rotry Gear) ใหม่ ส่งกำลังด้วยชุดเฟืองตรงขบกันตลอด พร้อมติดตั้งตำแหน่งหัวฉีดใหม่ให้ใกล้ห้องเผาใหม้ เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง และช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง

aP-and Powerful : ดีไซน์เครืองยนต์ใหม่หมด ขนาด 113 ซีซี เต็มทุกแรงบิด ตอบสนองทุกอัตราเร่งได้อย่างเยี่ยม

ข้อมูลทางเทคนิค : Specifications.




ขอบคุณ : http://www.thaisuzuki.co.th/products_detail.php?id=212


19 สิงหาคม 2556

Duke 390 มันจะมามั๊ย

หลังจากปี 2010 เป็นต้นมา ktm ได้เปิดตัวคู่หู แฝดเหมือน duke 125 และ duke200 ซึ่งบอกได้เลยว่า แทบจะเหมือนกันแป๊ะ แน่นอนว่า ใช้เฟรมตัวเดียวกัน เครื่องบล๊อกเดียวกัน(แต่ลูกสูบกับช่วงชักคนละตัว รวมทั้งอัตราทดต่างกันนิดหน่อย) ดูผ่าน ๆ แทบแยกไม่ออก ทั้งนี้ก็เพื่อบุกตลาดต่าง ๆ กัน โดย 125 เน้นในยุโรป สำหรับมือใหม่ที่มีใบขับขี่ขั้นแรก (ยุโรปอนุญาติให้ไม่เกิน 125 ซีซี) และตัว 200 บุกเน้นตลาดเอเชียแต่ยุโรปก็มีขายนะจ๊ะ แน่นอนว่า ถ้าเอาตัว125 มาเอเชีย รับรองดับสนิด เพราะแถบเอเชีย(ยกเว้นญี่ปุ่น) ยังไม่มีการบังคับระดับใบขับขี่ เรียกได้ว่า สอบทีเดียวขี่ได้ทุกซีซี

จากนั้นราว ๆ ปี 2011 ktm บ้านเราก็ได้นำเจ้า duke 200 มาขายด้วยเช่นกัน กับราคาที่เอื้อมได้ไม่ยาก(แม้จะสุดตัวสำหรับหลาย ๆ คน) โดยเปิดตัวที่ 222,000 บาท (ถ้าจำไม่ผิดนะ แต่ด้วยปัจจุบันโลกกว้างด้วยinternet เจ้าตัวนี้ขายอยู่ทีอินเดียซึ่งคิดเป็นเงินไทยแล้วอยู่ที่ 8x,xxx โอ้วต่างกันเกือบ 3 เท่า) ด้วยspec ที่มาเรียกได้ว่าจัดเต็มแบบไม่ให้เสียชือกับโช๊ค upsidedown หรือโช๊คหัวกลับ แฟรมเหล็กถัก และสวิงอาร์มอลูมิเนียม อัตราเร่งเรียกได้ว่า ปรี๊ดปร๊าด พอสมควร แต่ ๆ ๆ ก็มีเสียงบ่นตามมาบ้าง (จริง ๆ แล้วในเอเชีย รวมทั้งเพือน ๆ บ้านเรา) บ่นเหมือนกันหมดเลยว่า กำลังมันน้อยไปนิด

กลางปี 2013 ktm ประเทศไทย ได้ประกาศลงราคา duke200 เป็น 19x,xxx โอ้ว เร้าใจสำหรับคนที่รอ แต่ปวดใจสำหรับคนที่เพิ่งซื้อ พร้อมกับข่าวที่ทางยุโรปเปิดตัว duke390 ตัวที่ว่ากันว่า จัดเต็ม พร้อมลบข้อด้วยและเสียบ่นที่หลาย ๆ คนติในตัว 125 และ 200 แน่นอนว่าทาง เคทีเอ็ม ไทยแลนด์ นะจะลดราคาเพื่อระบายสินค้า ล๊อตสุดท้าย ก่อนเตรียมจะเปิดตัว เจ้า 390 แน่นอน ซึ่งราคาในอังกฤษ ขายกันอยู่ที่ ราว 4,500 ปอนด์ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยกลม ๆ ก็ราว 22x,xxx บาท แน่นอนว่า..มาไทยคราวนี้ ทางktm คงทำการบ้านเรื่องราคามาอย่างดี โดยส่วนตัวคิดว่า ราคาเปิดตัวในไทยราว 250,000-300,000 บาท ส่วนเนื่องจากข้อจำกัดทางมาตรฐานไอเสีย แรงม้านะจะลดลงนิดหน่อย มาบ้านเราอาจต้องจูนบางลง ม้าอาจหายไป 3-5 ตัว แต่ก็คงจะปรี๊ดปร๊าดน่าดู

duke125


duke200



duke390


มาดูกันดีกว่าว่า เจ้า 390 มีอะไรมาให้เราบ้าง แล้วถ้ามันมา จะคุ้มค่าการรอคอยมั๊ย

specification

เทียบให้เห็นกันรุ่นต่อรุ่นเลยระหว่าง duke 125, 200, 390
สังเกตุได้เลยว่า ทั้ง 3 ตัวจะมี ตัวถังเดียวกัน สวิงอาร์มเดียวกัน ล้อเดียวกัน และ สำหรับ 125 และ 200 เหมือนกันแป๊ะ (ไม่นับรายละเอียดปลีกย่อยของเครื่องยนต์นะครับ แต่ยังคงเป็นเครื่อง บล๊อกเดียวกัน) ต่างกันที่ ขนาดเบรคหน้าหลัง โดยตัว 200 จะมีจานดิสเบรคที่ใหญ่กว่า
ส่วนตัว 390 จะแตกต่างกันพอสมควร เนื่องจาก น้ำหนักเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้น กำลังที่เพิ่มขึ้น 2 เท่า แน่นอนว่า จากน้ำหนักที่ต้องแบกมากขึ้น สปริง และการsetup ช่วงล่างจะไม่เหมือนกับตัว 200 (แต่ 125 กัน 200 เหมือนกันแป๊ะ) ขนาดจานเบรค เหมือนกับตัว 200 แต่เปลี่ยนปั๊มหน้าเป็น Radial 4 pot ไว้สำหรับหยุดม้า 44 ตัว ตามด้วยยางที่เกรดสูงขึ้น ไม่ได้ใช้ MRF จากอินเดียแล้ว

สำหรับ duke390 ผมว่ามันน่าขี่มา โดยเฉพาะจากน้ำหนักตัวที่เบามาก พลิกโค้ง ควบคุมนี่น่าจะว่องไว ดีไม่ดีส่วนพวกตัวใหญ่ ๆ แบบสะบาย ๆ เอามันในโค้ง กับ 44 แรงม้า และน้ำหนักเพียง 140 กิโลกรัม ลงคิดดูว่า รถที่มีขายในบ้านเรา ที่มีแรงใกล้เคียงก็มี ninja300 กับ 38-39 แรงม้า กับน้ำหนัก 180 กิโล หรือจะไปเทียบกัน cbr500 ที่มี 46-47 แรงม้า กับน้ำหนัง 190 กิโล ผมว่าตีนต้นนี่ โดนเจ้า390 ส่วนกระจาย แต่ถ้าทางยาว ๆ ก็คงต้องยอมพวกสปร์อตไป เพราะตีนปลายสูงสุดตัวนี้อยู่ราว ๆ 160 บวกลบนิดหน่อย คงจะเทียบไม่ได้กันninja300 และ cbr500 แต่ออกทริปด้วยกันนี่ เข้าเขตเขาเมื่อไหร่..มันส์..แน่นอน

24 กรกฎาคม 2556

ninja 300 ในที่สุดมันก็มา

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ kawasaki ninja 300 หลังจากได้ว่างจำหน่าย ninja 250 ตัวใหม่ล่าสุดได้ไม่ถึงปี มาคราวนี้ จัดเต็มยิ่งกว่า ด้วยเครื่องยนต์ปรับปรุงใหม่หมด

ของคุณรูปจาก คุณ theshot www.pantip.com นะครับ

ว่าไปแล้วจริง ๆ แล้ว เจ้านินจา 250 และ 300 โฉมปัจจุบัน(2013)ที่มีขายอยู่ก็ได้รับการพัฒนามาพร้อมกัน ตัว 300 จริง ๆ จะเน้นไปที่ตลาด ยุโรปและอเมริกา ส่วนทางเอาเชียเราก็ผลพลอยได้ เพราะที่โน่นขายอะไร เค้าก็ผลิตทีเดียวขายบ้านเราด้วยเลย แต่หลังจากคาวาซากิ ได้เปิดตำนานบิกไบต์ในบ้านเรา ทำให้ตลาดbigbike โตขึ้นอย่างมาก ค่ายอื่น ๆ ก็เริ่มเข้ามาแบ่งชิ้นเค๊กกันมากขึ้น ทางคาวาจริงต้องมีแผนการตลาดที่แยกส่วน อิงกับทางยุโรปน้อยลง เริ่มจาก ksr บ้านเราได้ใช้โฉมใหม่ ในขณะที่ญี่ปุ่นยังใช้โฉมเดิมอยู่เลย ทีนี้ก็มาคิวของเจ้านินจา250 เดิม(2008-2012) มาปรับเป็นตัว250(2013) ขณะนั้นยังไม่มีคู่แข่งที่น่ากลัว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะเอาเจ้า 300 มาขาย แต่เวลาผ่านมา 1 ปี มีขายหนาหู ว่าคู่แข่ง ในกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกัน จะจัดหนักตั้งแต่ ทางyamaha จะมา ซึ่งเราเชื่อได้ว่าการดีไซด์ของทางยามาฮ่ากินขาดแน่ ๆ ดูจากmodel อื่น ๆ ตามด้วยการระบายstock ของเจ้า duke200 รองรับการมาของ duke390 ในราคาที่ขอบอกว่าแพงกว่าเจ้า 200 นิดเดียว(ใช้โครงสร้างหลักเดียวกับ 200 ปรับปรุ่งบางส่วนและเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่)

จากอดีตความผิดพลาดในอดีตของเกมส์การตลาดkawasaki ที่เกือบทำให้kawasaki เกือบไม่มีที่ยืนในประเทศไทย มาคราวนี้ ทางคาวา เดินเกมส์เชิงรุกมากขึ้น การทำตลาดเน้นตรงกลุ่มเป้าหมาย โดนใจผู้บริโภค ทั้งที่ 250(2013) ยังมียอดจองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่มีคู่แข่งที่เทียบเคียงได้ในเวลานี้ แต่ทางคาวาก็ประมาทไม่ได้ ก็เลยจัดการต้อนรับคู่แข่งอย่างสมน้ำสมเนื้อ ให้ทางคู่แข่งต้องทำการบ้านมากขึ้นเรียกว่า กั๊กกันสุด ๆ

---เมื่อ นินจา300 มีแรงม้าเท่ากับ Duke 390 แต่มีความเร็วปลายมากกว่า (ต้นอาจช้ากว่านิดหน่อย) และราคาถูกกว่าเกือบแสน
---เมื่อ นินจา300 มีแรงม้าน้อยกว่า honda 500 แต่มีความเร็วปลายพอ ๆ กัน หรืออาจมากกว่านิดหน่อย และราคาถูกกว่า ราว 30,000
---เมื่อ นินจา300 มีแรงม้ามากกว่า honda 250 และมากกว่าhonda300 ที่เราอาจได้เห็นในระยะเวลาอันใกล้ เชื่อว่า Honda มาที่ราคาถูกกว่าแน่นอน แต่ก็พิสูจน์แล้วในตัว cbr250 ว่า ถึงราคาที่ถูกกว่าก็ยังไม่โดนผู้ใช้รถส่วนใหญ่ในคลาสนี้อยู่ดี
---และทางyamaha ซึ่งได้ทดสอบเครื่องยนต์ 250cc อยู่คงจะต้องทำการบ้านกันอย่างหนัก ดีไม่ดีอาจต้องรื้อโปรเจกเปลี่ยนเป็น 300 ก็เป็นได้ หรือไม่ก็อาจลงไปสู้ในตลาด 150ซีซี แทน

อย่าเชื่อผม เอาเป็นว่าเป็นความเห็นส่วนตัว เมื่อ 300 มาแล้วพวกสาวก 250 หลาย ๆ คนอาจจะเริ่มมีโปรเจคกันในใจแล้วว่า จะทำนินจา250 เป็น นินจา 300 ต้องทำอะไรบ้าง ผมจึงหาข้อมูลคร่าว ๆ มาเปรียบเทียบกันดูว่า มันพอจำอะไรได้บ้าง สำหรับสาวกความแรง

เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 249 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC, 8 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 62.0 x 41.2 มม.(300 จะเป็น 62 x 49) อัตราส่วนการอัด 11.3:1 (300 จะเป็น 10.6:1) ระบบเกียร์ 6 เกียร์ แบบรีเทิร์น ระบบจุดระเบิด ดิจิตอล ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด (∅28 ม.ม. x 2) (300 จะเป็น 32 ม.ม. x 2)

จุดที่ต่างกันเบื้องต้น ระหว่างเจ้า 250กับ 300 (อันนี้ไม่นับระบบส่งกำลังที่คาดว่าเจ้าตัว 300 น่าจะต้องทำให้รับแรงได้มากกว่า แต่ผมกว่าของเดิมตัว 250 ก็น่าจะพอรับกันได้) ที่เห็น ๆ ก็คือ ช่วงชัก กำลังอัด และชุดเรือนหัวฉีด แน่นอนกว่า ถ้าจะต้องเปลี่ยนเป็น 300 ซีซี คงต้องจัดชุดใหญ่กันเลยทีเดียว คงต้องยกชุดข้อเหวี่ยงใหม่ ลูกสูบใหม่เสื้อสูบใหม่ และโซ่ราวลิ้นใหม่   โอ้ว..ไม่คุ้มอย่างแรง บางคนถ้าไม่เห็น spec อาจคิดว่า แค่ยกลูกมาใส่ แต่พอเห็นspec แล้ว ทางคาวาเลือกที่จะยึดช่วงชักเพือการเพิ่มซีซีแทนการขยายกระบอกสูบ อาจเพราะว่า 2 สูบปัจจุบัน ชิดกันมากจนแทบขยายไม่ได้แล้วนั่นเอง และการยึดช่วงชักเป็นการลบข้อด้อยของเครื่องยนต์ 250 เดิม ทำให้แรงบิดมามากขึ้น ที่รอบต่ำลงด้วย


แน่นอนว่า ตัว 300 เมื่อเทียบกันตัว 250 เดิม จะขี่ง่ายขึ้น ไม่ต้องเล่นรอบมาก ช่วงเกียร์ก็จะยาวขึ้น ความเร็วปลายก็จะมากขึ้นด้วย

หรือใครต้องการแค่แรงอีกนิดอาจจะแค่ยกชุดเรื่อนหัวฉีด ซึ่งมีขนาด 32 ม.ม. มาใส่ก็ยังได้ แต่ในรายละเอียดไม่รู้ว่าปลักจะใช้กันได้มั๊ย เบื่องต้นผมว่าน่าจะใช้กันได้ คงต้งรอผู้ในกล้า งบถึง ผมว่าง่ายกว่าเปลี่ยนเป็น 300 ซีซีเยอะเลย

ทั้งหมดทั้งปวงผมว่าทำแล้วไม่คุ้มอย่างแรง แต่..ถ้าทำแบบซ่อมก็พอได้ เช่นถ้าลิ้นเร่งพัง ซึ่งต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว ก็เปลี่ยนเป็น 32 มิลไปเลย(อันนี้ต้องดูปลั้กด้วยนะว่าใส่กันได้มั๊ย) หรือว่าไปขี่เครื่องกระจายมา ก็จัด ชุด 300 ไปเลย แต่ถ้ารถดี ๆ อยู่ ขี่เดิม ๆ น่าจะดีกว่า การอัพซีซี ดูจากอะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนแล้ว เรียกได้ว่า บานนนนแน่นอน


19 กรกฎาคม 2556

ยาง irc iz-003 ดีมั๊ย


ฝนเอยฝนตก ว่าไปแล้วปีนี้ฝนตกเร็วมาก ๆ เลย เราชาวมอร์ไซด์ก็ขับขี่ระวังกันนิดนึงนะครับ ว่าไปแล้วจากหน้าฝนปีที่แล้ว ผ่านมาปีนิด ๆ แล้วกับยางMRF ซึ่งเป็นยางติดรถเจ้า duke200 ใช้มา1ปี กับระยะทางประมาณ 20,000 กิโลเมตร ซึ่งเนื้อยางจะเริ่มแข็งที่ 7-8 เดือนหลังจากการใช้งาน ตามไปดูรีวิวได้เลยที่ http://thaimocyc.blogspot.com/2012/06/mrf.html

มาต่อกันที่ปัจจุบัน ขอบอกตามตรงว่าผมเป็นคนใช้รถไม่เยอะ แต่ใช้ทุกแบบ ตั้งแต่เอาล้อเรียบไปขี่slide แถ ๆ  บนทางดิน ขี่ออกทริปไกล ๆ ขี่เล่นในเมืองกรุง แม้กระทั่งขี่ racing ในสนามทางเรียบ แต่มีเวฟเป็นรถใช้งานหลักอยู่แล้ว เจ้าDtracker ก็เอาไว้ขี่เล่นเป็นบางเวลา

หลัง ๆ มานี่ชอบเอาไปขี่สนามทางเรียบ หรือถ้าไม่ได้ไปก็ไปหาลานฝึกขี่เลข8 เอามัน ยางเกร็ดstreet เริ่มไม่พอ ถึงมันจะหมดช้า แต่ความหนึบยังไม่ค่อยดีนัก เปลี่ยนยางเที่ยวนี้จึงมองหายางเนื้อนิ่มเกร็ด racing หรือยางเกร็ดสนามเท่านั้น และก็เอามาใช้บนถนนด้วย เพราะขนาดสนามยังเกาะ บนถนนก็น่าจะพอได้ เพราะเราคงไม่ได้เอาเข่าเช็ดพื้นกันแบบสนาม



เร่ิมต้นที่ตั้งงบในใจให้ตัวเองก่อน เอาเป็นว่าเริ่มที่หายางซักราคาคู่ละ 5,000 บวกลบ ไม่ต้องหาเลย ราคานี้ เกร็ดสนาม มีตัวเดียว คือเจ้า IRC IZ-003 แต่ก็นะ ดันมีเบอร์เดียวอีก คือ 110/70 สำหรับล้อหน้า และ 140/70 สำหรับล้อหลัง ตัดสินใจอยู่พักนึงเนื่องจากเจ้าล้อรถของเราขอบกว้าง 3นิ้วและ4นิ้ว ซึงมันเหมาะกับยาง 110/70และ 150/60 ยิ่งล้อหลังแล้ว เวลาใส่ 150/60 นี่ มันช่าง อวบอิ่มพอดีเลย แต่สุดท้ายด้วยงบประมาณที่จับกัด บวกกับความ อยากลอง หลังจากได้ยินจากพวกโปร ๆ ว่าเฮ้ยอย่าเลย ไม่ดี ไม่ดีนะ รุ่นนี้ มันต้องตะเกียบหัก มันต้องอัลฟ่า มันต้องบลา ๆ ๆ 



แต่ก็ไม่สนใจเสียงรอบข้าง ด้วยงบประมาณ และความอยาก ของแบบนี้มันต้องลองเองถึงจะรู้ ก็เลยจัดซะ1คู่ เอาให้รู้กันไปว่ามันดีหรือไม่ดี


อ้อ ก่อนหน้านี้ มีพวกยางรุ่นนี้ขายกันตามinternet เป็นยางใช้มาไม่มาก บางคนที่ลงขายคนบอกลงสนามทีเดียว หรือใช้น้อย ไม่เกิน 200 โล ในราคาที่ยั่วใจ อะไรก็แล้วแต่ ก็แนะนำเป็นความรู้สำหรับเพือน ๆ ว่า เวลาจะเลือกซื้อยางสนามแบบนี้ นอกจากจะดูที่ ปีของยาง ดอกยางตรงหน้ายางแล้ว ที่ลืมไม่ได้คือ ดูตรงสามเหลี่ยมที่ขอบยางด้วย ถ้ายังเป็น สามเหลี่ยมสมบูรณ์ หรือหัวสามเหลี่ยมแหว่งไปนิดหน่อย ก็จัดได้เลย แต่ถ้า สามเหลี่ยมนี้ แทบไม่เหลือ หรือแหว่งไปเกินครึ่ง ก็ข้ามไปได้เลย เพราะเจ้าสามเหลี่ยมที่ว่านี้ จะเป็นมาร์คดอกยางด้านข้าง เหมือนสะพานยางตรงหน้ายางนั่นแหละ แต่ตัวนี้จะบอกวา ดอกยางด้านข้างเหลือมากน้อยแค่ไหน  ถ้าสามเหลี่ยมแหว่งมาก ก็แสดงว่า ไม่มีดอกด้านข้างเหลือ(เนื่องจากไปใช้ในสนามมา เน้นวิ่งทางโค้ง) มานก็เท่ากับดอกหมดนั่นแหละ แต่ถ้าได้มาถูกมาก แล้วเอามาใช้ธรรมดา ไม่ได้เอาไปเทโค้งมาก แหว่งซักครึ่งนึงก็พอได้


ใส่ยางใหม่เรียบร้อยแล้ว ดูสวยกว่าที่คิดเยอะ กับยางหลังเบอร์ 140/70

ปัญหาที่เจอ
เนื่องจากยางหลังเดิม ๆ ติดรถเบอร์ 130/70 เวลาเราเปลี่ยนมาใช้ยาง 140/70 มันทำให้รัศมียาง, เส้นผ่าศูนย์กลาง และเส้นรอบวงของยางมากขึ้น (ทั้ง3อย่างอันเกี่ยวเนื่องกันนั่นแหละ) ถ้ารถเราสเตอร์เดิม 14/39 มันทำให้รถอืด ไม่มีแรง เกียร์ 6 ห้อยนิดหน่อย ถ้าจะให้อัตราทดรวมเหมือน standard ก็ต้องเพิมสเตอร์หลัง 1 ฟัน เป็น 14/40 ก็จะได้อัตราทดเท่าเดิมแป๊ะ (ป.ล.ถ้าเราใช้ยางเบอร์ 150/60 อัตราทดจะได้ใกล้เคียงเดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนสเตอร์นะเออ^^)แต่เพื่อความสะดวกกับกระเป่าเงินก็มี 2 ทางเลือกเบา ๆ มาจัดการ คือ

ถ้าโซ่ สเตอร์ ยังใหม่อยู่ วิธีที่จะประหยัดสุดก็เปลี่ยนเฉพาะสเตอร์หน้า(หาซื้อเอาตามหน้าเวปนะครับ) จาก 14 เป็น 13 ก็จะได้อัตราทดรวมเท่ากับ เพิ่มหลัง 2 ฟัน(แต่ถ้าล้อเดิมจะเท่ากับเพิ่มหลัง 3 ฟัน)

ส่วนถ้าโซ่กับสเตอร์เก่าแล้วก็เปลี่ยนทั้งชุดเลย ของศูนย์คุณภาพดี ยกชุดสเตอร์ 14/42 บวกโซ่ 106 ข้อ ของklx มาใส่ได้เลย จากตัวเลขเหมือนจะเพิ่มสเตอร์ 3 ฟัน แต่เมื่อหักลบกับล้อที่ใหญ่ขึ้นแล้ว ก็จะเหลือเท่ากับ เพิ่มสเสตอร์หลัง2 ฟันนะจ๊ะ (เทียบกับstandard 14/39 บวกยางเดิมนะ)

หรือสุดท้าย ถ้าใครแน้นออกทริปวิ่งยาว อัตราทดเดิมที่ดีสุด ก็ไปหา 14/40 มาใส่เลย

มาดูการขับขี่กันว่าจะเป็นไง (เป็นความเห็นโดยส่วนตัวนะจ๊ะ)
กิโลเมตรแรกบอกได้เลยว่า...โอ้ว..ขี่ฝื่น ๆ ขื่น ๆ ไม่พลิ้วเหมือนยางคู่เดิม อาการนี้อาจเกิดจากองศาหน้ายางของล้อหน้ายังออกแบบได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือเป็นไปได้ว่า ตอนทาง IRC พัฒนายางรุ่นนี้ รถในท้องตลาดที่ให้ยางเบอร์ 110/70 และ 140/70 มันก็มี 2 รุ่น คือ เจ้า CBR250 และ Ninja 250 (2013) มาดู spec ลึก ๆ ของล้อหน้าของเจ้า 2 ตัวนี้ ขอบล้อจะอยู่ที่ 2.75 ทั้งสองรุ่นเลย นั่นไง เป็นไปได้ว่า องศาหน้ายางล้อหน้าของเจ้า iz-003 ออกแบบให้เหมาะกับ ขอบล้อ 2.75 ก็เป็นได้ เมื่อนำมาใส่กับขอบล้อ 3นิ้วของเจ้า Dtracker ก็เลยทำให้หน้ายางแบนลง เวลาเลี้ยงองศาน้อย ๆ มันขืน ๆ แต่ถ้ากดลงไปเลยจุดที่องศาหน้ายางเพี้ยน หรือเอนรถเยอะไปกว่านั้น มันก็โอเคเลย เกาะมาก แต่หลังจากขี่ไปซัก 4-5 กิโลเมตร ก็ปรับตัวเข้ากะยาง ต้องขี่แบบเข้าใจยางนิดนึง คือต้องมั่นใจเลี่ยวไปเลย มันเกาะจริง ๆ นุ่มจริง ๆ ขอบอก

แล้วตกลงมันดีหรือไม่ดี
มันดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่มาตรฐานของแต่ละคน แต่แอบเห็นบ่อย  ๆ ว่า หลาย ๆ คนชอบเอาไปเปรี่ยบเทียบกับยางยี้ห้อดัง รุ่นเทพ ๆ ซึ่งถ้าเทียบในมิติเดียว ก็บอกได้เลยว่า ยี้ห้อดัง ๆ ทั้งหลาย(เฉพาะรุ่นสูง ๆ นะ) ดีกว่า แต่ถ้าไปเทียบกับรุ่นกลางถึงรุ่นต่ำ ๆ  เช่น ถ้าเอาเจ้าiz-003 ไปเทียบกับ GT501 , sport demon, bt390 บ่งตงเลยว่า iz003 เกาะกว่า หนึบกว่า แต่น่าจะหมดไวกว่าด้วย  แต่่่่่...ถ้าเทียบ โดยเอางบประมาณมาคิดด้วย .......บอกเลยตรง ๆ ว่า ในระดับราคา 5,000 ถ้าไม่สนใจเรื่องหมดไว เน้นเกาะ เหนียวหนึบ เจ้า iz003 ดีสุดแล้ว

ยังไงสุดท้ายจะเลือกอะไร หรืออะไรดี อะไรไม่ดีก็แล้วแต่คน ว่าวิธีคิดเปรียบเทียบยังไง ถ้าต้องการดีที่สุดโดยไม่เอาราคามาคิด ก็จัดยี่ห้อดัง ๆ ได้เลย ในราคา 2 เท่าของเจ้าตัวนี้ แต่ถ้าราคายังมีผลการตัดสินใจ IRC IZ-003 ก็เป็นตัวเลือกที่ดี และเหมาะสมราคาไม่น้อยเลยทีเดียว หรือถ้าใครใช้รถทุกวันและเน้นตัวที่อายุการใช้งานนาน ๆ คุ้มเงินที่จ่ายไปก็มองข้ามตัวนี้(หรือแม้แต่ตัวtop ของแต่ละค่ายไปได้เลย) ไปได้เลย ใช้งานแบบ daily use ก็มองไปที่ยาง street ที่อายุการใช้งานนาน ราคามีให้เลือกกว้างมากตั้งแต่ยางเดิมราคาคู่ละประมาณ 3 พัน ไปจะถึงยางยี่ห้อดังราคาเกือบหมืนกันเลยทีเดียว

ป.ล.วิ่งใช้งานจริงได้กี่โลเมตร จะมาอัพเดทให้ทราบกันในโอกาสต่อไปนะครับ (ก็ต้องใช้ให้หมดก่อนแล้วจะมาบอกว่าได้กี่กิโล)











05 กรกฎาคม 2556

NIYOM นิยม รามคำแหง39

เกิดอาการพลาดอย่างรู้เท่าไม่ถึงการ จากการหลงกระแสปาดเบาะในครั้งก่อน จะลืมหาข้อมุล และข้อดีข้าเสียในการปาดเบาะออก หรือทำเบาะในรูปแบบต่าง ๆ นี่ถ้าเป็นรถแนว racing คงจะไม่มีผลอะไรมากมาย แต่นี้เป็นแนวโมโตครอส หรือโมตาร์ท ซึ่งรูปทรงของเบาะสำคัญมาก(อาจจะสำหรับผมคนเดียว) ต่อการขับขี่


เอารถโมโตครอสยุคแรก ๆ มาฝาก สังเกตุได้ว่า รถยุคนัั้นเบาะสััน และ ถังยาว(ถังมะละกอ) แต่ต่อมายุคหลัง ๆ ได้รับการพัฒนามาเรือย ๆ


จนถังหดสั่ั่นลง สั้นลง และเบาะยาวขึ้น เรียกได้ว่าเบาะยาวถึงฝาถังน้ำมันกันเลยทีเดียว แล้วยังไงหละ....จะเบาะสั้น ยาว เกียวไรกัน...คำตอบ...สำหรับผู้ขับขี่บางคนก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร..ยังไงก็ขี่ได้...แต่ถ้าต้องการให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น(ซึ่งผมลองแล้ว..ขี่ง่าย คุมรถง่ายกว่าเดิมมาก) เวลาเลี่ยวบนทางดิน หรือเลี้ยวแบบโมโตครอส อันดับแรกเลยคือ ย้ายตูดมานั่งหัวเบาะ หรือนั่งไปข้างหน้ามากที่สุด อันดับสองถ้ามุมโค้งที่จะเลี่ยวมีมากก็ เตะขาไปข้างหน้า หรือเตะขาเล็งไปที่ดุมล้อ ซึ่งหลาย ๆ คน (รวมทั้งผมด้วยเคยเข้าใจว่าการเตะขาคือการเขาขาไปราพื้นเพื่อค้ำเอาไว้)  ที่ทำสองอย่างนี้ก็เพื่อเหตุผลเดียวกัน คือ....ให้น้ำหนักกดไปที่ล้อหน้ามากที่สุด ซึ่จะทำให้ล้อหน้าเกาะถนน และจิกโค้งมากขึ้น ทำให้เกิดความมั่นคงในการเลี้ยวมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่า..ถ้าทำถูกต้อง จะเลี่ยวได้มั้นคง และคมขึ้น (อันนี้ทดลองมาแล้วจึงมาบอกต่อ) ทำให้รถขี่ง่ายขึ้นเยอะ

แล้วเบาะเกี่ยวอะไรกับการเข้าโค้ง




มาดูเบาะเจ้า Dtracker 250 ของเรากัน จะเห็นได้ว่า ผู้ออกแบบได้ออกแบบมาให้เบาะรับกับถังน้ำมันและการขับขี่ที่ดีมาก ๆ แล้ว แต่อาจจะไม่ราบเท่าพวกรถสูตร เพราะยังเป็นรถตลาดทีใช้งานได้ประจำวัน จึงให้ถังน้ำมันที่ใหญ่กว่าพวกรถสูตร จึงทำให้โหนกถังสูงขึ้น แต่สั่งเกตุแนวเบาะ เรียกได้ว่า มันปาดต่ำไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะให้มาแทบจะพอดี คือ องศาที่ให้เราสามารถไปนั้งหัวเบาะได้พอดี ถ้าเราเอารถเว้าออก แคปาดออกนิ้วเดียว ก็เห็นผลเลย ทำให้ตรงส่วนที่เว้าแปรงสภาพจากเบาะที่เราเลื่อนตูดไปนั่งได้ เปลี่ยนเป็นกำแพงทันที ทำให้เราเลี่ยนตัวไปด้านหน้าได้น้อยลง

ด้วยกาลทั้งปวง ทำให้เบาะที่ทำไปครั้งที่แล้ว ที่ร้าน หน่อยวัดด่าน ซึ่งไกลจากที่พักผมมาก แล้วยังรู้สึกวาแพงไปนิดสำหรับค่าบริการ วันนี้จึงกลับสู่ความเรียบง่าย ไปร้านใกล้บ้านเลย ผลที่ได้ ดีเกินค่า ทั้งราคาและบริการ

นี่เลย ร้าน niyom หรือนิยม รามคำแหง 39


ดู niyom รามคำแหง 39 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ร้านอยู่ในซอยราม39 หรือซอยวันเทพลี่ลานีเอง เยื้อง ๆ กับ สภาวิศวะ เอารถไปจอดหน้าร้านปู๊บ เดินไปบอกช่างเลย ว่าจะเอาแบบไหน แล้วช่างก็เอาเครื่องมือมาถอดเบาะออกไป




 นี่่ไง..คราวก่อน เอาออกไปนิดเดียว นิดเดียวจริง ๆ แต่ผลที่ได้..ขี่ยากขึ้น พลิกรถยากขึ้น แล้วก็นั่งถ่ายน้ำหนักไปที่หัวเบาะไม่ได้ เพราะมันจะลื่นลงมาอยู่ตรงก้นแอ่ง ทำให้ไปไม่สุด เที่ยวนี้บอกช่าง..เสริมตรงเว้าขึ้น 1 นิ้วเลย ที่เหลือก็ไล่slope เอา





ช่างก็จัดการตามต้องการ เสริม ปาด ขัด ตัดแต่ง แล้วที่ประทับใจ คือ จะหันมาถามผมเป็นระยะ ๆ ว่า..พี่แค่นี้พอให้ ประมาณนีมั้ย อะไรทำนองเนียะ ทำให้รูสึกว่า...เอา ร้านนี้ดี คนไม่เยอะ หน้าไม่งอ รอไม่นาน แต่ผมไปบ่าย ๆ วันธรรมดานะครับ เสาร์อาทิตย์ไม่แน่ใจว่าคนจะเยอะมั๊ย



แน่นอนว่าถ้าใครหาร้านทำเบาะจักรยานยนต์แถว ๆ รามคำแหง ลาดพร้าว บางกะปิ ก็ลองร้านนี้ได้เลย คุยง่าย สั่งได้ ราคาเริ่มตั้งแต่ 150 ขึ้นไป ทั้งนี้ก็แล้วแต่รถ แล้วก็ทำอะไรบ้าง ส่วนถ้ารถใหญ่ ๆ  รวมเสริมหรือปาด หนังหุ้มใหม่อย่างรถผมก็450

อ้อข้อดีอีกอย่างของที่นี้คือ เป็นร้านเล็ก ได้คุยกะช่างเบาะโดยตรง ซึ่งร้านใหญ่บางร้านถึงจะบริการดี แต่ก็ไม่ได้คุยกะช่างโดยตรง อาจมีความผิดพลาดจากการสื่อความหมายได้ ซึ่งงานที่ได้อาจจะไม่ได้อย่างที่เราต้องการ ....แต่ก็นะ..นี่ถ้าขี่เบาะเดิม ๆ ก็ไม่ต้องเสียตัง 2 รอบแระ...แนะนำเลยว่าสำหรับพวกโมโตครอส ทรงเบาะเดิม ๆ ขี่ดีที่สุดแล้วครับ หรืออย่างมากก็เปลี่ยนหนังหุ้ม แต่ทรงเดิม หรือถ้าเบาะเก่า ฟองน้ำนิ่มแล้ว ก็เสริมฟองน้ำให้แข็งขึ้นแต่ยังคงรักษารูปทรงเดิม ๆ ไว้น่าจะพอแล้ว ไม่เปลืองตังด้วย

02 กรกฎาคม 2556

เอาล้อเดิม dtracker 250 มาทำ tubeless

เวลาจับเจ้า dtracker250 คันเก่งไป ออกทริป ขี่ใช้งาน เบื่อกับการต้องพกยางในสำรอง....แต่พอพกยางใน ก็มักจะไม่รั่ว...วันไหนไม่ได้พกเท่านั้นแหละ..รั่วทุกที แล้วหายางในตามร้านทั่วไปค่อยข้างจะยาก ก็เลยนึกอิจฉาพวกล้อจุบเลส(Tubeless) หรือล้อไม่มียางในที่ง่ายต่อการปะยางมาก ๆ คือ แค่แทงตัวหนอน ซั่งจะพกไปเองอุปกรณ์ก็น้อย เล็ก เบา แถมถ้าไม่พอ..ก็มีปะทั่วไปตามร้านรถยนต์ ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีในการแทงหนอนปะยาง ไม่ต้องถอดล้อ ไม่ต้องงัดยาง...อยากได้tubeless กะเค้าบ้าง จะทำไงดี

ทีแรกหาข้อมูลก่อนเลยว่ามีแม็กตรงรุ่นแบบไม่ต้องแปลงบ้างมั้ย...คำตอนคือ..เงินถึงมั๊ยล่ะ...ที่เจอมาเป็นแม็กนอก อลุมิเนียมอัดขึ้นรูป หรือ แม็กforged นั่นเอง..แน่นอนว่า มันต้องเบาและแข็งแรงกว่าแม็กปกติ แต่..ราคาก็สุดจะรับได้ บ้านเราขายกันอยู่ที่ ราว 8x,xxx จะบ้าตาย เกือบแสน ในขณะที่รถราคาแค่แสนกว่า ...ซื้อไม่ลง นี่ถ้าราคาซัก2-3 หมื่นก็จัดไปแล้ว.....

เมื่อแม็กตรงรุ่นไม่ใช่คำตอบ ก็มองหาแม็กแปลง..เห็นที่แปลงแล้วใกล้เคียงมากคือ แม็กของcbr250 ตัว4สูบ จริง ๆ แล้วถ้าจะแปลงก็แปลงได้หมด แต่ผมมองถึงอนาคตเรื่องโซ่สเตอร์ว่าต้องใสของเดิมได้เลย นั่นแหละ บังเอิญว่า แม็กเจ้าcbr250 ตัว 4สูบ รูใส่สเตอร์ตรงกับเจ้าสเตอร์เดิมของดีแทร็กเกอร์แป๊ะเลย...แต่ปัญหาอีกนั่นแหละ..ถ้ายกเจ้าแม็กชุดนี้มา เรือนวัดความเร็วก็ใช้ไม่ได้อีก..เพราะกระปุกไมล์มันใส่กันไม่ได้..เห้อ....เรื่องมากจริงเรา...

แผนต่อไป....หาขอบซี่ลวดนีแหละ..แต่เป็นขอบซี่ลวดtubeless ซึ่งเจอเหมือนกัน..ราคา 2 ล้อรวมส่งอยู่ที่ราว 3x,xxx กว่า...แล้วต้องมาหาดุมอีก แล้วจะเชื่อฝีมือช่างได้มั้ย แล้วซี่ลวดเดิมหรือของศูนย์จะใช้ได้มั๊ย..เบ็ดเสร็จถ้าซื้อใหม่ทั้งชุด ซึ่งผมไม่รื้อล้อเดิมแน่นอน..เสียของ คงราว 4กว่าแน่เลย...สรุปวิธีนี้ก็ไม่ผ่าน

หาข้อมูลต่อไป...ก็เจอคำตอบ ในinternet มามากมายหลายวิธีที่สามารถทำล้อเดิมให้เป็นtubeless ได้ อานเวป อ่านรีวิวเยอะมาก ว่าจะมีข้อจำกันอะไรบ้าง หลักการเป็นยังไง แล้วล้อแบบไหนทำได้ แบบไหนทำไม่ได้

มาดูขอบล้อกันดีกว่า


อันนี้ล้อแบบจุ๊บเลส หรือ Tubeless หรือ ล้อแบบไม่ต้องใช้ยางใน



อันนี้ล้อแบบต้องใช้ยางใน หรือ tubetype

ถ้าไม่นับตรงรูขอบล้อที่ใช้สำหรับร้อยซี่ลวด จะเห็นข้อแตกต่างระหว่างขอบล้อทั้ง 2 ชนิดนี้คือ ตรงบ่ารับยาง สั่งเกตุได้ว่า ล้อแบบtubeless ตรงบ่ารับยางจะมีเส้นนูน(safety bead) ไว้สำหรับล็อคยางนอกไม่ให้ตกขอบ(เพราะมันไม่มียางในไง) และขอบแบบtubetype หรือขอบแบบมียางใน ตรงบ่ารับยางจะไม่มีเส้นนูนsafety bead เพราะไม่มีความจำเป็น เนื่องจากจะมียางในเป็นตัวดันให้ยางขึ้นขอบอยู่แล้ว

แต่ ๆ ๆ ๆ ๆ


แต่ก็มีขอบล้อ(rims) บางประเภท ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นของล้อแบบTubetype หรือขอบแบบใช้ยางใน แต่ก็มีเส็นล็อกยางมาให้ด้วย จากรูป เป็นล้อซี่ลวดที่ใช้ซี่ลวดสำหรับปิดรูรั่วของลมเพื่อทำtubeless เรียบร้อยแล้ว..........

แล้ว ล้อ excel ของเจ้า Dtracker คันเก่งของเรา เป็นแบบไหนกัน .....หลายคนที่บ้านเรารู้คิดว่าที่ดีที่สุดเป็น DID แต่จริง ๆ แล้ว คู่แข่งในวงการล้อซี่ลวดญี่ปุ่นก็มีอยู่ 2 ยี่ห้อ คือ DID กัน EXCEl นี่แหละ (ถ้าเป็นหมวกกันน๊อกก็เหมือน Arai กัน Shoei นั่นแหละ) สำหรับเจ้า dtracker ของเรา ติดล้อ excel มาให้เลย ของดีนะ..เห็นบางคนถอดออกเอาล้อขอบอย่างอื่นมาใส่..เสียดายเป็นบ้าเลย...นอกเรื่องอีกแระ..ไปดูกันเลยว่่าล้อ excel ของเราเป็นแบบไหน...


นี่ไง...เป็นล้อมีบ่าและเส้นล็อกยางนอกมาให้ด้วย...ตรงบ่ารับยยางก็เนียนเรียบไม่มีรอยพับ และเป็นอลูมิเนียเกรดหนามาก..ประมาณ 5 มิลลิเมตรได้...ทนแน่นอน...เห็นอย่างนี้แล้ว...คงรู้แล้วนะว่าผมคิดอะไรอยู่.....แน่นอนว่าเมื่อล้อเราพร้อม..เราก็จับมันมาทำจู๊บเลสซะเลย

หลังจากอ่านreview มามากมาย และก็มีหลายวิธีที่จำเอาขอบมาทำtubeless ผมเลือกวิธีทีง่ายที่สุด และวิธีที่หาอุปกรณ์ในบ้านเราไม่ต้องสั่งซื้อ แถมงบประมาณค่าอุปกรณ์ในการทำน้อยมาก

ปัญหา...
1.ต้องอุดรอยรั่วตามรูซี่ลวด
2.หาจู๊บยางtubeless ที่ใส่กะล้อเราได้
3.เวลาล้อเกิดการกระแทกเวลาใช้งานจะมีการยึดหยุ่นเล็กน้อยตามธรรมชาติของล้อซี่ลวด ก็ต้องหาอะไรมารัดมันซะ

สมมุติฐาน
1.อะไรก็ได้ที่กันน้ำ รับแรงดันได้เยอะ..ผมเลือก..ซิลิโคนตู้ปลา...สังเกตุตู้ปลาใหญ่ใหญ่ เจ้านี่เอาอยู่ และแน่นอนว่า กันน้ำด้วย ดังนั้นแค่รับแรงดันลม 30-40 psi จนถึงเวลาร้อนและล้อกระแทก ก็ไม่น่าเกิน 100 psi แน่นอน...ซึ่งแรงระดับนี้ รับได้แบบสบาย ๆ

2.จู๊ปทั่วไปตามร้านอะไหล่มอร์ไซด์เลย...อ้อ..จู๊บยางแบบของรถยนต์ใส่ไม่ได้นะจ๊ะ เพราะมันใหญ่เกินไป

3.ใช้สติกเกอร์ หรือtape ยี่ห้อดี ๆ หน่อย เหนื้อหนาหน่อยน่าจะพอ

4.ยางรัดขอบล้อที่ติดมากระล้อ ก็ใส่เข้าไปด้วย จะได้ช่วยอีกแรง

มาดูวิธีทำกันเลย


อันดับแรกคงไม่ต้องบอก ถอดล้อ ถอดยางออก แล้วก็ล้างให้สะอาด จะด้วยน้ำยาล้างจาน หรือผงซักฟอกก็ตามสบายเลย อ้อ...แล้วคงไม่ต้องถามนะครับว่า..เอายางออกยังไง..อันนี้แล้วแต่ความสะดวกเลย ว่าจะถอดไปให้ร้านยางเอาออกให้ หรือ จะไปให้ร้านสนิทแถวบ้านงัดให้...ส่วนผมนะเหรอ...ถอดเอง..งัดยางเอง..ทำเอง 100 เปอร์เซนต์



ล้างเสร็จแระ...เป็นไงหล้าาาา เนียนกริ๊ปเลย...เวลาล้างล้อ...เน้นล้างคราบมันต่าง ๆ ออกให้หมดนะครับ เพื่อกาวซิลิโคนของเราจะได้ยึดกับล้อได้ดีขึ้น



นี่ไง จู๊บยางแบบ tubeless ด้านซ้ายเป็นแบบยางที่รถยนต์ทั่วไปใช้ ด้านขวาเป็นจุ๊ปตามร้านอะไหล่มอร์ไซด์ทั่วไป.....อ้อ อย่าคิดว่าผมใจดีนะ ที่ซื้อมาให้ดูเป็นตัวอย่างทั้ง 2 แบบ เพราะความจริงคืออันซ้ายซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ อันใหญ่เกิน เลยต้องไปซื้อใหม่ สำหรับใครที่จะทำก็อย่าซื้อผิดเน้อ..เปลืองตั้งปล่าว ๆ





พอล้อที่เราล้างไว้แห้งแล้ว..ก็เอาจู๊บมาใส่ไว้ก่อนเลย




นี่ไง..พระเอกของเรา ซิลิโคนตู้ปลา ยี่ห้ออะไรก็ได้ครับ..ราคา แถว ๆ 100-200 ต่อ1 หลอด....รับรองหลอดเดียวเหลือพอเลย...



เอาซิลิโคนมาอุดตรงรูซี่ลวดเลยครับ ป้ายให้เต็มนะครับ..อย่าให้มีรู หรือช่องว่าง

จากนั้นเราก็เอาสติกเกอร์เกร็ดดี ๆ เหนี่ยว ๆ หนา ๆ มาตัดให้พอดีกับขอบล้อของเรา หรือถ้าใครได้มาเป็นม้วนก็..ไม่ต้องตัด...ถ้าขนาดพอดีก็แปะได้เลย...กรณีตัดเอง...จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน


  1 สติกเกอร์แปะตรงกลางขอบล้อ ตัดให้พอดีนะครับ ขนาดเท่าไหร่ก็วัดกันเอาเลยครับ



2 ชิ้นสำหรับรอยต่อ กว้างท่าชิ้นแรก แต่สั้นกว่า เอาวไว้เสริมความแข็งแรงตรงรอยต่อ ระหว่างสติกเกอร์ เพราะ ความความของสติกเกอร์ที่เราตัดเอง..มันจะไม่พอครับ จึงต้องมีรอยต่อ ส่วนใครหาแบบม้วนได้ ก็ไม่ต้องใช้ เพราะมันไม่มีรอยต่อ


3.ส่วนเสริมตรงจุ๊ป ชิันนี้ ตัดไว้ 2 ชิ้น พร้อมเจาะรูหลบจู๊บไว้ด้วย ขนาดประมาณ เหรียญบาทนี่แหละ ทาบ เอาปากกาวาด แล้วตัดได้เลย


 แปะชิ้นแรกที่เราเจาะรู้ไว้ เป็นชิ้นแรก


จากนั้นก็แปะชิ้นยาวให้รอบ



เมื่อครบรอบแล้วก็เอาชิ้นที่จะรูไว้ ปิดทับอีกรอบ
อ้อ..กรณีมีรอยต่อ อย่างลืมเอาชิ้นที่เราตัวไว้ในตอนแรกแปะทับตรงรอยต่อด้วยนะครับ




เสร็จแล้ว....แต่ ยังไม่จบนะครับ..มีอีกขั้นตอนเล็ก ๆ ขั้นตอนนึง



เราจะมียางกันขอบล้อที่ติดมากับล้อ ซึ่งรูจะเล็ก ก็ัจัดการตัดซะให้เท่าเหรียญบาท จากนั้นก็ใส่ทับสติ๊กเกอร์ที่เราติดไว้อีกชั้นนึง .....อ้อ..อีกนิด..ยางชิ้นนี้ไหน ๆ ก็ถอดออกมาแล้วถ้าไม่ใช่รถใหม่..ก็ควรเปลี่ยนใหม่นะครับ แต่ขอบอกว่าที่ศูนย์พระราม9 ไม่มีสต๊อกนะครับ..ต้องไปสั่งไว้ รอของประมาณเดือนนึง^^! (เพลีย) (ล่าสุดหลังจากสั่งไว้ผ่านมาเกือบเดือน ก็เลยลองโทรไปถามดู ก็น่าเห็นใจฝ่ายอะไหล่ครับ ผมคงมีผมออเดอร์คนเดียว เค้าไม่สามารถสั่งให้ได้ คงต้องเอายางในมาตัดเอา แต่ความหนาและรอยต่อคงสู้ของติดรถมาไม่ได้ ของล้อหลังผมขาดแล้วด้วย T_T)  ดังนั้นใครคิดจำทำล้อจุ๊บเลสแบบผมควรไปสั่งไว้ก่อน รอได้ของแล้วค่อยถอดมาทำ ส่วนถ้าใครรถยังใหม่ อายุไม่มาก เจ้ายางนี้ก็ยังใช้ได้(ถ้าไม่ฉีกขาดนะครับ) ก็ใช้ของเดิมได้เลย



พอใส่ยางรองของล้อ ก็เรียบร้อย...ทีนี้เราก็ลืมยางในไปได้เลย

คำถามที่ตามมา.....แล้วมันจะทนมั้ย....ผมทำเสร๊จวันที่ 26 มิ.ย.56 วันที่เผยแพร่บทความนี้ วันที่ 2 ก.ค.56 แล้วจะมาupdate เรือย ๆ นะครับ..ตอนนี้วิ่งไปประมาณ 200 กิโลเมตรแล้ว



วันว่างก็เอาไปทดสอบความแข็งแรงดู...

แล้วจะมาแจ้งเรือย ๆ ที่นี่นะครับ..ว่าจะใช้ได้กี่กิโลเมตร แล้วมันทนแค่ไหน....แต่ตอนนี้ผ่านไปประมาณอาทิตย์นึงแล้ว กับการใช้งานธรรมดา + ขี่เล่นวันว่าง...มันยังอยู่ดี คงต้องรอดูระยะยาวกว่านี้ถึงจะบอกได้จริง ๆ ว่า..มันเวิคแค่ไหน

update
จากวันแรก 26/6/56
วันนี้ 5/7/56 -- พบอาการลมยางอ่อนลงนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้วัดเป็นตัวเลขว่าอ่อนลงเท่าไหร่ วันนี้จึงได้เติมลม ล้อ หน้า/หลัง ไว้ที่ 32/36 และจะจอดทิ้งไว้ แล้วจะมาวัดลมอีกทีว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ลมอ่อนลงเท่าไหร่ เพื่อเทียบกับล้อแบบยางใน(เพราะลมก็อ่อนลงเหมือนกัน) ว่าอัตราลมซึมออกพอรับได้หรือไม่

13/7/56-- ผ่านไปประมาณอาทิตย์กว่า สำหรับการตรวจสอบลมยางว่ามีการซึมออกผิดปกติมั๊ย ผลที่ได้น่าแปลกใจนิดหน่อยว่า ล้อหลังลมซึมออกไม่มาก แต่ล้อหน้าลมออกมากจนเวลาขี่รู้สึกได้เลยว่าลมอ่อนผิดปกติ  เพือนความแน่ใจก็เลยเติมลม หน้า-หลังดูอีกที

14/7/56--แค่คืนเดียวล้อหน้าลมอ่อนมาก ส่วนล้อหลังปกติ! อาการนี้น่าจะมีสาเหตุได้หลายอย่าง อาจจะ
1.ซิลิโคนอิดรูไม่ดี--เชื่อมันว่าไม่น่าเป็นไปได้เพราะตอนทำเสร็จวันสองวันแรก ลมไม่อ่อน
2.ยางหน้าเก่าอามีรูรั่วอยู่ซึ่งรูอาจจะเล็กจึงทำให้ลมซึมออกมากกว่าปกติ--แต่อาการล้อหน้าลมซึมออกมากกว่าปกตินี่มาจากหลังที่เอาไปขี่ใต้ทางด่วน ซึ่งแน่นอนว่าพื้นมีทั้งเศษแก้ว เศษหิน หนามจากต้นไม่แถวนั้น

จากการทดสอบยางวันนี้ ก็ได้เอาไปขี่ที่สนามไทยแลนด์เซอร์กิจ นครชัยศรีเลย ไม่มีปัญหาอะไรจากการทำ Tubeless เพียงแต่ฮีดหลัง ๆ หรือรอบหลัง ๆ ยางหน้าซึ่งเติมมาตอนเช้า เริ่มมีอาการอ่อน บวกกับหมดแรง เลยกลับดีกว่า ส่วนยางหลังยังปกติดี ไม่มีอาการลมรั่วซึมแต่อย่างใด จากการทดสอบแสดงว่า วิธีนี้ "ผ่าน" ดูที่ล้อหลังไม่มีอาการใด ๆ แต่ล้อหน้ารั่วซึมอยู่ต้องหาสาเหตุอีกที แล้วจะมาupdate ให้ฟังกันอีกที คร่าว ๆ ถ้าวิธีทำจุ๊บเลสวิธีนี้ใช้ไม่ได้มันคงต้องซึมทั้ง 2 ล้อ

คงต้องหาสาเหตุของการรั่วซึมของลมยางหน้าก่อน ว่ารั่วจากยางนอก หรือรั่วจากการอุดซิลิโคนไม่ดี..เมื่อหาสาเหตุเจอแล้วก็แก้ไข บวกกับยางนอกเริ่มถึงสพานยางแล้ว ก็ว่าจะเปลี่ยนยางนอกใหม่ซะเลย


และแล้วก็เอาน้ำผมซักฟอกป้ายให้ทั่วเลย ทั้งยางนอก ทั้งขอบ (ทำไม่เราไม่เทจตอนทำเสร็จใหม่ ๆ หว่า จะได้ไม่ต้องถอดเข้าถอดออก ^^!) เจอสาเหตุของอาการรั่วซึมล้อหน้าแล้ว


ฟองฟอดเลย ตรงซี่ลวดก้านนี้ จากนั้นก็เอาลวดรัดไว้หน่อย ถอดยางแล้วจะได้ไม่ต้องหา




 นี่ไง พอตัดสติ๊ิกเกอร์ออก ก็เจอเลยรูรั่วจริง ๆ ด้วย เราอุดไม่ดีเอง...เฮ้อ..เล่นเอาเหนื่อยเลย




.เจ้าซิลิโคนพอแล้วแล้วนอกจากจะกันน้ำ ยึดหยุ่นดีมาก ๆ แล้ว ยังลอกออกง่ายไม่เป็นรอยด้วย แค่เอาคัตเตอร์ค่อย ๆ สกิดออก ก็ลอกออกเป็นแผ่น ๆ เลย

หาสาเหตุเจอแล้วก็อุดซะ รอแห้ง แล้วก็ตัดสติกเกอร์มาแปะ แล้วก็ประกอบกลับดังเดิม ^^

update 24/7/56 หลังจากเจอรอยรั่วแล้วจัดการอุดซะใหม่ รวมถึงคราวนี้ตรวจสองอย่างดีก่อนประกอบ ผ่านไป 7 วันแล้ว ยังไม่ได้เติมลมเพิ่ม ลมยางไม่มีอาการรั่วซึมเลย ทั้งนี้ได้ลองเอาไปใช้งานทั่วไปใน กทม และได้เอาไปออกทริประยะทางราว 500 กิโลเมตร ไม่มีอาการรั่วซึมให้เห็น

update 5/2/57 ตอนนี้ใช้มากราว 5,000 กิโลแล้วครับ ไม่มีอาการรั่วหรือซึมให้เห็น ออกทริปวิ่งยาวไปแม่ฮ่องสอนตอนปลายปีก็ไม่มีปัญหาอะไร ลมยางไม่ซึมเลยครับ

สรุปแล้วเอาเป็นว่า เบื้องต้นวิธีนี้ใช้งานได้แน่นอน จากการทดลองวิ่งยาววันเดียว 500 โล ใครที่ใช้ขอบล้อแบบนี้อยู่ถ้าเบื่อการพกยางในสำรอง หรือแม้กระทั่งขี่เกียจถอด หรือ งัดยางบ่อย ๆ ก็ลองทำดูนะครับ แล้วชีวิตจะสะดวกสะบายยิ่งขึ้น กับงบประมาณในการทำไม่เกินพัน แต่อาจต้องออกแรงกันนิดหน่อย ส่วนถ้าใครไม่สนใจเรืองงบประมาณ จะไปจัดแม็กมาเลยในแบบตรงรุ่น หรือแบบดัดแปลงก็ได้เลยครับ

หลอก O2 (โอทูเซนต์เซอร์) ระบบ 4 เส้น ของ Dtracker250 / KLX250

 รูปคัดลอกมาจาก  ขอบคุณต้นทางด้วยนะครับ  https://www.facebook.com/groups/KawasakiThailand/posts/1625219057543556/ เนื่องจากค้นหายากเหลือเกิน...